กิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็กปฐมวัยในการพัฒนาด้านภาษา ก่อนอื่นต้องขอกล่าวถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาทางภาษาก่อน "ภาษาไม่ใช่เพียงการออกเสียง แต่คือสะพานเชื่อมความคิดและโลกกว้างเข้าด้วยกัน การพัฒนาทางภาษาในเด็กปฐมวัยเปรียบเสมือนการวางรากฐานของอาคารที่ต้องเริ่มจากความเข้าใจใน 'ปัจจัยพื้นฐาน' ทั้งทางด้านร่างกาย สติปัญญา และสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปสู่การออกแบบ 'กิจกรรมสร้างสรรค์' ที่มุ่งเน้นการกระตุ้นให้เด็กได้สำรวจ เรียนรู้ และสื่อสารออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ"
Saturday, January 3, 2026
Monday, January 20, 2025
การประเมินการพูด-เทคนิคการสอนแบบ microteaching
รายละเอียดคำสั่งและเกณฑ์การให้คะแนน การทำผลงานวิดีโอ Microteaching
1. ให้นักศึกษาจัดทำวิดีโอแนะนำตนเองเป็นภาษาอังกฤษ รอบที่ 1-2 หลังประเมินแล้ว โดยเน้นการใช้เทคนิคการนำเสนอแบบ Microteaching และ Feed back ที่ได้จากสมาชิกและการประเมินตนเอง ของผู้ผลิตวีดีโอสั้น
2. ความยาวของวิดีโอต้องอยู่ในช่วง 1.5-2 นาที
3. วิดีโอควรมีบทนำ เนื้อหา และการสรุปอย่างครบถ้วน
4. นักศึกษาสามารถใช้เทคนิค Storytelling และการใช้ข้อความประกอบในวิดีโอ เพื่อช่วยเพิ่มความเข้าใจของผู้ชม
5. ส่งผลงานในรูปแบบไฟล์วิดีโอ ตามกำหนดเวลาที่อาจารย์แจ้ง
เกณฑ์การให้คะแนน (10 คะแนน)
1. โครงสร้างการนำเสนอ (Structure) - 2 คะแนน
- โครงสร้างชัดเจน (บทนำ, เนื้อหา, สรุป)
- การเรียบเรียงลำดับเรื่องราวลื่นไหล สร้างความน่าสนใจ
- สรุปเนื้อหาได้กระชับและครบถ้วน
2. การใช้เวลา (Time Management) - 1 คะแนน
- นำเสนอในกรอบเวลา 1.5-2 นาที: 1 คะแนน
- เกินกรอบเวลาเล็กน้อย (ไม่เกิน 10 วินาที): 0.5 คะแนน
- เกินกรอบเวลามากหรือไม่ใส่ใจเรื่องเวลา: 0 คะแนน
3. เทคนิคการเล่าเรื่อง (Storytelling) - 2 คะแนน
- ใช้การเล่าเรื่อง (Storytelling) ที่ช่วยเสริมเนื้อหาให้เข้าใจง่ายและน่าสนใจ
- เนื้อหาเชื่อมโยงและมีตัวอย่างที่เกี่ยวข้อง
4. การใช้ภาษาและภาษากาย (Language & Body Language) - 2 คะแนน
- ใช้ภาษาอังกฤษได้ถูกต้อง คล่องแคล่ว และเข้าใจง่าย
- การใช้ภาษากาย เช่น ท่าทาง สายตา และน้ำเสียง ช่วยเสริมการนำเสนอ
5. การใช้สื่อเทคโนโลยี (Use of Technology) - 2 คะแนน
- ใช้สื่อช่วยเสริมการนำเสนอ เช่น การตัดต่อ ข้อความประกอบในวิดีโอ หรือภาพและเสียง
- การใช้ข้อความสำคัญ (Text) ช่วยให้ผู้ชมเข้าใจเนื้อหามากขึ้น
6. คุณภาพของวิดีโอ (Video Quality) - 1 คะแนน
- คุณภาพวิดีโอชัดเจน เช่น แสง เสียง และมุมกล้องเหมาะสม
- ไม่มีข้อผิดพลาดที่กระทบต่อการรับชม
หัวข้อ: การเขียนและวางแผนการสอนตามกระบวนการ Micro-Teaching
กลุ่มเป้าหมาย: นักศึกษาครู หรือผู้สนใจพัฒนาทักษะการสอน
ระยะเวลา: 1 ชั่วโมง (60 นาที)
ระยะเวลา: 1 ชั่วโมง (60 นาที)
1. วัตถุประสงค์การเรียนรู้
- นักศึกษาสามารถอธิบายกระบวนการสอนแบบไมโครทิชชิ่งได้
- นักศึกษาสามารถเขียนและวางแผนการสอนในรูปแบบ Micro-Teaching ได้
- นักศึกษาสามารถนำเสนอบทเรียนสั้น ๆ โดยใช้แผนการสอนที่เขียนขึ้น
2. แผนการสอน
ขั้นตอนที่ 1: การนำเข้าสู่บทเรียน (Introduction) (10 นาที)
- กิจกรรม:
- ผู้สอนอธิบายแนวคิดของ Micro-Teaching อย่างกระชับ
- ยกตัวอย่างกระบวนการ Micro-Teaching:
- Plan: การวางแผนบทเรียน
- Teach: การสอนบทเรียน
- Feedback: การรับข้อเสนอแนะ
- Re-plan: การปรับปรุงแผน
- Re-teach: การสอนใหม่
- Re-feedback: การรับข้อเสนอแนะเพิ่มเติม
- แสดงตัวอย่างแผนการสอนที่เขียนไว้ล่วงหน้า
- สื่อการสอน:
- สไลด์ PowerPoint
- ตัวอย่างแผนการสอน (แจกให้ดู)
- ผู้สอนอธิบายแนวคิดของ Micro-Teaching อย่างกระชับ
- ยกตัวอย่างกระบวนการ Micro-Teaching:
- Plan: การวางแผนบทเรียน
- Teach: การสอนบทเรียน
- Feedback: การรับข้อเสนอแนะ
- Re-plan: การปรับปรุงแผน
- Re-teach: การสอนใหม่
- Re-feedback: การรับข้อเสนอแนะเพิ่มเติม
- แสดงตัวอย่างแผนการสอนที่เขียนไว้ล่วงหน้า
- สไลด์ PowerPoint
- ตัวอย่างแผนการสอน (แจกให้ดู)
ขั้นตอนที่ 2: การเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ (Activity) (35 นาที)
- กิจกรรม:
- แบ่งนักศึกษาออกเป็นกลุ่มย่อย (3-4 คนต่อกลุ่ม)
- ให้แต่ละกลุ่มเลือกหัวข้อที่สนใจ เช่น "การสอนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ" หรือ "การคำนวณพื้นที่สามเหลี่ยม"
- แต่ละกลุ่มเขียนแผนการสอนโดยใช้โครงสร้าง Micro-Teaching (ใช้แบบฟอร์มที่กำหนด)
- ให้เวลา 15 นาทีในการเขียนแผนการสอน และอีก 10 นาทีสำหรับการนำเสนอบทเรียน (Teach) สั้น ๆ ตามแผนที่เขียน
- คำแนะนำ:
- กระตุ้นให้นักศึกษาคิดกิจกรรมที่ดึงดูดผู้เรียน
- แนะนำให้นักศึกษาใช้คำถามเพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วม
- แบ่งนักศึกษาออกเป็นกลุ่มย่อย (3-4 คนต่อกลุ่ม)
- ให้แต่ละกลุ่มเลือกหัวข้อที่สนใจ เช่น "การสอนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ" หรือ "การคำนวณพื้นที่สามเหลี่ยม"
- แต่ละกลุ่มเขียนแผนการสอนโดยใช้โครงสร้าง Micro-Teaching (ใช้แบบฟอร์มที่กำหนด)
- ให้เวลา 15 นาทีในการเขียนแผนการสอน และอีก 10 นาทีสำหรับการนำเสนอบทเรียน (Teach) สั้น ๆ ตามแผนที่เขียน
- กระตุ้นให้นักศึกษาคิดกิจกรรมที่ดึงดูดผู้เรียน
- แนะนำให้นักศึกษาใช้คำถามเพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วม
ขั้นตอนที่ 3: การสรุปและสะท้อนผล (Conclusion) (15 นาที)
- กิจกรรม:
- ให้ผู้สอนและเพื่อนร่วมชั้นให้ข้อเสนอแนะ (Feedback) แก่กลุ่มที่นำเสนอ
- ผู้สอนสรุปกระบวนการ Micro-Teaching โดยเชื่อมโยงกับตัวอย่างจากนักศึกษา
- กระตุ้นให้นักศึกษาเขียน Reflection สั้น ๆ เกี่ยวกับสิ่งที่ได้เรียนรู้
- คำถามกระตุ้นการสะท้อน:
- ส่วนใดของแผนการสอนที่ได้ผลดี?
- อะไรที่ควรปรับปรุงในครั้งถัดไป?
- ให้ผู้สอนและเพื่อนร่วมชั้นให้ข้อเสนอแนะ (Feedback) แก่กลุ่มที่นำเสนอ
- ผู้สอนสรุปกระบวนการ Micro-Teaching โดยเชื่อมโยงกับตัวอย่างจากนักศึกษา
- กระตุ้นให้นักศึกษาเขียน Reflection สั้น ๆ เกี่ยวกับสิ่งที่ได้เรียนรู้
- ส่วนใดของแผนการสอนที่ได้ผลดี?
- อะไรที่ควรปรับปรุงในครั้งถัดไป?
3. ตัวอย่างแบบฟอร์มแผนการสอน Micro-Teaching
หัวข้อ: _________________________
วัตถุประสงค์: ____________________
เวลา: 3-5 นาที
วัตถุประสงค์: ____________________
เวลา: 3-5 นาที
1. บทนำ (Introduction):
- ดึงดูดความสนใจ (เช่น ใช้คำถาม สถิติ หรือเรื่องเล่า)
- อธิบายวัตถุประสงค์ของบทเรียน
2. เนื้อหา (Development):
- ประเด็นสำคัญที่ต้องการสอน
- ตัวอย่างหรือกิจกรรมที่ใช้
3. สรุป (Conclusion):
- ทบทวนเนื้อหาหลัก
- เชื่อมโยงกับการใช้งานจริง
4. สื่อที่ใช้
- สไลด์ PowerPoint (เพื่ออธิบายแนวคิดและโครงสร้าง)
- แบบฟอร์มแผนการสอน
- อุปกรณ์ประกอบ เช่น กระดาษ ฟลิปชาร์ต หรือสื่อดิจิทัล
Thursday, January 16, 2025
กิจกรรมการฟัง
หัวข้อในการฟังต่างๆ
หัวข้อการฟังชนิดต่างๆ ที่สามารถเข้าไปศึกษา และวิเคราะห์หาคำตอบได้ค่ะ
คำสั่งให้นักศึกษา.
- ฟัง Podcast ที่กำหนด และตั้งใจทำความเข้าใจเนื้อหาเกี่ยวกับหัวข้อการฟัง
- ทีมทำงานร่วมกัน เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้จาก Podcast
- สรุปเป็นรายงานสั้น ๆโดยระบุสิ่งเหล่านี้:
- ประเด็นสำคัญ ที่ Podcast กล่าวถึง
- ตัวอย่าง สถานการณ์ ที่เหมาะสมกับการนำความรู้เรื่องการฟังไปใช้
- ความคิดเห็นของคุณและคู่เกี่ยวกับเนื้อหาที่ได้รับ
- ตอบคำถาม 10 ข้อ ดังนี้
คำถามกลางสำหรับตรวจสอบความเข้าใจ
- Podcast กล่าวถึงการฟังว่ามีความสำคัญอย่างไร?
- คุณสามารถอธิบาย ประเด็นสำคัญ ที่ Podcast สื่อถึงได้อย่างไร?
- ยกตัวอย่างสถานการณ์ที่ Podcast นำเสนอเกี่ยวกับการฟังได้หรือไม่?
- คุณคิดว่าทักษะการฟังสามารถช่วยพัฒนาตัวคุณได้อย่างไร?
- คุณและทีมของคุณได้เรียนรู้อะไรใหม่จาก Podcast นี้?
- มีเทคนิคหรือแนวทางใดที่ Podcast แนะนำสำหรับการพัฒนาทักษะการฟัง?
- คุณพบว่ามีส่วนใดใน Podcast ที่คุณเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย? เพราะเหตุใด?
- หลังจากฟัง Podcast คุณคิดว่าการฟังมีผลต่อการสื่อสารในชีวิตประจำวันอย่างไร?
- คุณและทีมของคุณคิดว่าอะไรคือ อุปสรรคของการฟัง ที่ผู้พูดกล่าวถึง และจะปรับปรุงได้อย่างไร?
- สรุปสิ่งที่คุณคิดว่าเป็นหัวใจสำคัญของการฟังจาก Podcast ที่ฟัง มีอะไร
เมือ่นักศึกษาทำเสร็จ ให้ทำคำตอบ ลงใน ppt เพือนำเสนอร่วมกันในห้องเรียน กลุ่มละไม่เกิน 3 นาที
เสริมความรู้เกี่ยวกับการฟังชนิดต่าง ๆ
แม้ว่าการเรียนรู้ที่จะสื่อสารในสิ่งที่คุณต้องการพูดจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่การเรียนรู้วิธีฟังในสถานการณ์ต่างๆ ก็ดูจะมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน เพราะการฟังจะช่วยให้เราเข้าใจมากขึ้น และยังช่วยให้เราใกล้ชิดกันมากขึ้นด้วย ดังนั้น การฟังอย่างมีประสิทธิภาพ (Effective listening) เป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นทั้งในที่ทำงาน โรงเรียน บ้าน และสังคม
บทความจาก Customers First Academy ได้สรุป 5 ประเภทของการฟังในที่ทำงาน พร้อมทั้งสถานการณ์และคำแนะนำที่สามารถหยิบไปใช้ได้ ดังนี้
#1. Active listening
การฟังแบบ Active listening หรือการฟังอย่างตั้งใจ คือ การฟังที่ผู้ฟังตั้งใจจดจ่ออยู่กับคำพูดของผู้พูด เพื่อทำความเข้าใจความหมายและบริบทของพวกเขา ซึ่งการฟังประเภทนี้จะให้ความสนใจอย่างใกล้ชิดกับภาษากาย สีหน้า น้ำเสียงของผู้พูด และถามคำถามที่มีความหมาย ซึ่งการฟังแบบ Active listening มีประโยชน์ในด้านการสร้างความสัมพันธ์ส่วนตัว และในงานที่ต้องปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเป็นอย่างมาก
เทคนิคการฟังแบบ Active listening:
- สบตาและใส่ใจกับการแสดงสีหน้าของผู้พูด
- ตั้งใจฟังคำที่ผู้พูดใช้และพยายามอย่าขัดจังหวะ
- ทวนคำ ทวนความจากสิ่งที่ผู้พูดพูดเพื่อแสดงว่าคุณเข้าใจ
- ถามคำถามเพื่อช่วยให้เข้าใจได้ดีขึ้น
#2. Critical listening
การฟังแบบ Critical listening หรือการฟังอย่างมีวิจารณญาณ คือ การฟังเพื่อวิเคราะห์เหตุผลและแยกข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็น การฟังประเภทนี้จะเป็นประโยชน์มากเมื่อเราต้องการข้อเท็จจริงเพื่อมาประกอบการตัดสินใจบางอย่าง
เทคนิคการฟังแบบ Critical listening:
- วิเคราะห์สิ่งที่ได้ยินว่าเชื่อมโยงกับข้อมูลอื่นๆ อย่างไร
- ถามคำถามเพื่อช่วยเคลียร์ความคิดและความรู้สึกของผู้พูด
- โฟกัสที่ใจความสำคัญ (main points) มากกว่าข้อความที่คุณจะตอบโต้
- ใช้การฟังแบบนี้ในสถานการณ์ที่เราต้องการ problem-solving
#3. Informational listening
การฟังแบบ Informational listening หรือการฟังเพื่อหาข้อมูล คือ การฟังที่โฟกัสไปที่เนื้อหาใจความ (content) เพื่อรวบรวมข้อมูลในหัวข้อใดหัวข้อหนึ่งให้มากที่สุด
เทคนิคการฟังแบบ Informational listening:
- เตรียมคำถามที่เกี่ยวกับหัวข้อนั้นๆ
- ถอดประเด็นสำคัญเพื่อให้แน่ใจว่าคุณเข้าใจถูกต้อง
- ควรมีการจดโน้ตหรือการบันทึกเสียง
#4. Empathetic listening
การฟังแบบ Empathetic listening หรือการฟังด้วยความเข้าใจ คือ การฟังที่เปิดใจรับฟัง ฟังทุกอย่าง ฟังสิ่งที่เป็นคำพูด และสิ่งที่ไม่ได้พูดออกมา โดยไม่ตัดสินว่าผิดหรือถูก หากมีการถามคำถามก็จะเน้นไปที่การใช้คำถามที่เกี่ยวกับความคิดและอารมณ์ของอีกฝ่าย เพื่อทำความเข้าใจว่าตอนนี้พวกเขาคิดอย่างไร หรือรู้สึกอย่างไร
เทคนิคการฟังแบบ Empathetic listening:
- ตั้งใจฟังโดยไม่ขัดจังหวะ และมีสมาธิในการทำความเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่าย
- ทบทวนสิ่งที่คุณได้ยินด้วยคำพูดของคุณเองเพื่อให้แน่ใจว่าคุณเข้าใจถูกต้อง
- หลีกเลี่ยงการให้คำแนะนำหรือบอกอีกฝ่ายว่าพวกเขาควรทำอย่างไร
- แสดงให้พวกเขารู้ว่าคุณเข้าใจความรู้สึก
เมื่อไรควรใช้การฟังแบบ Empathetic Listening (การฟังแบบเข้าอกเข้าใจ):
Empathetic Listening เหมาะสำหรับสถานการณ์ที่ต้องการสร้างความสัมพันธ์ เชื่อมโยงทางอารมณ์ หรือช่วยเหลือผู้อื่น โดยไม่มุ่งเน้นที่การวิเคราะห์เนื้อหา แต่เน้นการเข้าใจความรู้สึกและความต้องการ เช่น:
- เมื่อผู้พูดต้องการการสนับสนุนทางอารมณ์:
- ผู้พูดอาจรู้สึกเศร้า เสียใจ หรือมีความทุกข์ และต้องการคนรับฟัง
- ตัวอย่าง: เพื่อนที่กำลังมีปัญหาส่วนตัว หรือเด็กที่กำลังรู้สึกโดดเดี่ยว
- เมื่อสร้างความสัมพันธ์:
- เมื่อต้องการสร้างความไว้วางใจและเชื่อมโยงกับผู้พูด
- ตัวอย่าง: การพูดคุยกับครอบครัว เพื่อนสนิท หรือเพื่อนร่วมงานที่ต้องการกำลังใจ
- เมื่อผู้พูดต้องการระบายความรู้สึก:
- ผู้พูดต้องการแค่ใครสักคนที่รับฟังโดยไม่ตัดสิน ไม่วิพากษ์วิจารณ์
- ตัวอย่าง: การฟังนักเรียนบ่นเรื่องการบ้าน หรือฟังเพื่อนเล่าเรื่องราวในชีวิตประจำวัน
- เมื่อคุณต้องการเข้าใจมุมมองของผู้อื่น:
- การฟังแบบเปิดใจเพื่อเข้าใจว่าผู้พูดรู้สึกหรือคิดอย่างไร
- ตัวอย่าง: การฟังความคิดเห็นของลูกทีมในที่ประชุม หรือฟังนักเรียนบอกถึงความท้าทายที่พวกเขาเผชิญ
#5. Deep Listening (การฟังอย่างลึกซึ้ง)
- เป้าหมาย: เพื่อเข้าใจเนื้อหาและบริบทอย่างลึกซึ้ง รวมถึงสิ่งที่ไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ โดยผู้ฟังจะใส่ใจในรายละเอียดทั้งหมด
- เน้นที่:
- การตีความสิ่งที่ผู้พูดสื่อ ทั้งคำพูด น้ำเสียง และภาษากาย
- การตั้งใจฟังเพื่อทำความเข้าใจความหมายแฝงหรือปัญหาที่ซ่อนอยู่
- ตัวอย่าง: ฟังการอภิปรายหรือการเล่าเรื่องที่มีความซับซ้อน แล้ววิเคราะห์ว่าผู้พูดต้องการสื่ออะไรจริง ๆ หรือมีความหมายแฝงอะไรที่สำคัญ
เมื่อไรควรใช้การฟังแบบ Deep Listening (การฟังอย่างลึกซึ้ง):
Deep Listening เหมาะสำหรับสถานการณ์ที่ต้องการเข้าใจเนื้อหา บริบท และความหมายอย่างละเอียด โดยเฉพาะในบริบทที่มีความซับซ้อนหรือสำคัญต่อการตัดสินใจ เช่น:
- การประชุมหรือการทำงาน:
- เมื่อต้องการเข้าใจข้อมูลเชิงลึกที่เกี่ยวข้องกับโครงการหรือปัญหา
- การวิเคราะห์เนื้อหา การตีความความหมาย และการตอบสนองที่ตรงจุด
- ตัวอย่าง: การฟังรายงานเกี่ยวกับปัญหาภายในองค์กร หรือการประชุมวางแผนกลยุทธ์
- การแก้ปัญหา:
- เมื่อต้องการฟังและวิเคราะห์เพื่อค้นหาสาเหตุของปัญหาและทางออก
- ตัวอย่าง: ฟังลูกค้าบอกปัญหาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ หรือฟังนักเรียนเล่าปัญหาด้านการเรียน
- การเจรจาหรือการไกล่เกลี่ย:
- เมื่อต้องฟังข้อเสนอ ความต้องการ หรือความกังวลของฝ่ายตรงข้าม เพื่อสร้างข้อตกลงที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน
- ตัวอย่าง: การเจรจาธุรกิจ หรือการพูดคุยเพื่อแก้ไขข้อขัดแย้ง
- การเรียนรู้:
- เมื่อต้องการทำความเข้าใจเนื้อหาวิชาการที่ซับซ้อน หรือฟังเลคเชอร์จากผู้เชี่ยวชาญ
- ตัวอย่าง: การฟังบรรยายในมหาวิทยาลัยหรือการฝึกอบรม
บทสรุป – ทั้ง 5 ประเภทการฟังนี้มีประโยชน์มากในการทำงานและในองค์กร เพราะเมื่อเราเข้าใจเรื่องการรับฟัง ก็จะสามารถนำไปใช้แก้ไขข้อขัดแย้ง สื่อสารกับเพื่อนร่วมงานได้ดีขึ้น บริหารจัดการทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งช่วยกันแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น
Saturday, January 11, 2025
ภาษาเพื่อการสื่อสาร(สอนออนไลน์)
แผนกิจกรรมสำหรับบทเรียนออนไลน์: ทักษะการสื่อสารสำหรับครู
วัตถุประสงค์: เพื่อให้นักศึกษาอธิบายความเข้าใจเกี่ยวกับความรู้ที่จำเป็นสำหรับครูในการสื่อสารกับเด็กโดยใช้การนำเสนออย่างกระชับ
ภาพรวมกิจกรรม: นักศึกษาแต่ละคนจะเลือกหัวข้อเฉพาะเกี่ยวกับทักษะการสื่อสารสำหรับครู จากนั้นเตรียมและนำเสนอสดในเวลา 1 นาทีระหว่างคลาสออนไลน์ โดยนักศึกษาจะต้องแคปภาพหน้าจอและบันทึกข้อความที่พูดไว้เพื่อส่งให้ตรวจสอบ
ขั้นตอนการดำเนินกิจกรรม
1. การเตรียมตัว:
การเลือกหัวข้อ: ให้นักศึกษาเลือกหัวข้อจากตัวอย่าง เช่น:
การเข้าใจความแตกต่างของเด็กแต่ละคน
การฟังอย่างตั้งใจและการเคารพความคิดเห็นของเด็ก
การปรับบทบาทจากผู้สอนมาเป็นที่ปรึกษา
เทคนิคการสร้างบรรยากาศการสื่อสารในห้องเรียน
แนวทางการเตรียม: เน้นว่านักศึกษาควรนำเสนอเนื้อหาให้กระชับ มีความเกี่ยวข้อง และอ้างอิงจากความเข้าใจของตนเองเกี่ยวกับการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพสำหรับครู
2. คำแนะนำสำหรับนักศึกษา:
รูปแบบการนำเสนอ:
แต่ละคนพูดสดผ่านไมโครโฟนของคอมพิวเตอร์ในเวลาไม่เกิน 1 นาที
อธิบายประเด็นสำคัญเกี่ยวกับทักษะการสื่อสารของครู
สนับสนุนให้นักศึกษาใช้ภาษาของตนเองและยกตัวอย่างถ้าเป็นไปได้
ข้อกำหนดทางเทคนิค:
นักศึกษาต้องนำเสนอผ่านไมโครโฟนของคอมพิวเตอร์
หลังนำเสนอเสร็จ ให้นักศึกษาแคปภาพหน้าจอขณะนำเสนอ
เขียนข้อความที่พูดในระหว่างการนำเสนอ
3. ระหว่างคลาส:
การเริ่มต้น: เริ่มต้นด้วยการอธิบายความสำคัญของการสื่อสารสำหรับครู โดยใช้ข้อความตัวอย่างดังนี้:
"การสื่อสารนับว่าเป็นสิ่งสำคัญในชีวิต เราอาจมองว่าการสื่อสารนั้นเป็นเรื่องง่าย ๆ เพราะเป็นสิ่งที่เราทำกันอยู่ทุกวัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว การสื่อสารเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะการสื่อสารระหว่างครูและเด็ก ที่มักจะมีความแตกต่างในด้านวัยและประสบการณ์ ซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด ดังนั้นครูจำเป็นต้องปรับตัวและเรียนรู้เพื่อสร้างความเข้าใจและบรรยากาศที่ดีในห้องเรียน"
เน้น 3 เคล็ดลับจากข้อความตัวอย่าง:
เข้าใจความแตกต่างของเด็กแต่ละคน
เปิดใจรับฟังและเคารพความคิดของเด็ก
ปรับบทบาทจากผู้สอนมาเป็นที่ปรึกษา
การนำเสนอของนักศึกษา:
เรียกชื่อนักศึกษาแต่ละคนให้นำเสนอทีละคน
ฟังการนำเสนออย่างตั้งใจและให้คำแนะนำสั้น ๆ หากมีเวลา
4. หลังจบคลาส:
ข้อกำหนดการส่งงาน:
นักศึกษาต้องอัปโหลด:
ภาพหน้าจอขณะนำเสนอ
ข้อความที่พูดในระหว่างการนำเสนอ
เกณฑ์การประเมิน:
ความชัดเจนและความเกี่ยวข้องของหัวข้อ (3 คะแนน)
การนำเสนอภายในเวลาที่กำหนด (2 คะแนน)
ความคิดสร้างสรรค์และความลึกซึ้งของเนื้อหา (3คะแนน)
การส่งงานครบถ้วนตามข้อกำหนด ( 2คะแนน)
หมายเหตุเพิ่มเติมสำหรับนักศึกษา:
ฝึกซ้อมการนำเสนอให้ตรงเวลาไม่เกิน 1 นาที
ใช้ภาษาเรียบง่ายและชัดเจนเพื่อให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพ
มีความมั่นใจและแสดงออกอย่างชัดเจนในระหว่างการนำเสนอ
กิจกรรมสรุป: ปิดท้ายด้วยการพูดคุยเกี่ยวกับหัวข้อและประเด็นที่นักศึกษาได้แบ่งปัน พร้อมเน้นย้ำถึงแนวทางการสื่อสารที่ดีจากการนำเสนอของนักศึกษา
Thursday, January 9, 2025
การสร้าง podcast อย่างง่าย
หัวข้อที่จะให้นักศึกษา จับกลุ่ม (กลุ่ม การจัดรายการเพลง)กันทำ podcast จากหัวข้อที่กำหนด โดยให้จับฉลากเลือกมา 1 หัวข้อ และสามารถ พูดต่อยอดหรือขยายความ ในขอบเขต ที่หัวข้อกำหนดได้ ตามความสนใจของนักศึกษา โดยหัวข้อจะเน้นในเรื่องของกระบวนการฟัง เป็นหลัก หลังจากได้ศึกษาเรื่อง การพูด การเขียน ไปแล้ว
30 หัวข้อ ที่สามารถใช้สำหรับ Podcast ความรู้เกี่ยวกับการฟัง (ในเวลาประมาณ 5 นาที):
- ความสำคัญของการฟังในชีวิตประจำวัน
- การฟังเชิงลึกคืออะไร และสำคัญอย่างไร
- ทักษะการฟังที่ดี: วิธีฝึกฝนให้ได้ผล
- อุปสรรคของการฟังที่ดี และวิธีแก้ไข
- การฟังแบบ Empathy: เคล็ดลับการเข้าใจผู้อื่นอย่างแท้จริง
- การฟังกับการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในที่ทำงาน
- การฟังในบริบทของครอบครัว: สร้างสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น
- ความแตกต่างระหว่างการฟังเพื่อเข้าใจและการฟังเพื่อตอบโต้
- Active Listening: วิธีสร้างบทสนทนาที่มีคุณค่า
- การฟังในยุคดิจิทัล: วิธีหลีกเลี่ยงการฟังแบบผิวเผิน
- การฟังเพื่อการเรียนรู้: วิธีฟังเพื่อพัฒนาตนเอง
- การฟังในสถานการณ์ขัดแย้ง: วิธีลดความขัดแย้งด้วยการฟัง
- การฟังในบริบทวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน
- การฟังในงานบริการลูกค้า: วิธีรับฟังและตอบสนองลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ
- การฟังเพื่อการพัฒนาทีม: เทคนิคสำหรับผู้นำ
- การฟังเพื่อแก้ปัญหา: การตั้งคำถามเพื่อเจาะลึกปัญหา
- การฟังในการให้คำปรึกษา: ทักษะที่จำเป็นสำหรับนักให้คำปรึกษา
- Listening Blocks: สิ่งที่ขัดขวางการฟังที่มีประสิทธิภาพ
- การฟังและการอ่านใจ (Mindful Listening)
- ความสำคัญของการฟังในความเป็นผู้นำ
- Listening in Negotiations: การฟังในกระบวนการเจรจา
- พัฒนาการฟังในภาษาอังกฤษ (หรือภาษาอื่น ๆ)
- การฟังและการสื่อสารในทีมกีฬา
- การฟังในการสร้างเครือข่าย (Networking)
- Listening to Non-verbal Cues: การฟังที่ไม่ได้ใช้คำพูด
- การฟังข่าวสาร: วิธีคัดกรองและทำความเข้าใจข้อมูล
- ทักษะการฟังสำหรับการเรียนการสอนในชั้นเรียน
- Podcast ดี ๆ ที่ช่วยพัฒนาทักษะการฟัง: รีวิวและแนะนำ
- Listening to Feedback: วิธีรับฟังคำติชมอย่างมีประสิทธิภาพ
- การฟังเพื่อสุขภาพจิต: วิธีใช้การฟังช่วยลดความเครียด
ตัวอย่าง แอป/แพลตฟอร์มฟรีสำหรับการทำ Podcast
Anchor by Spotify
- ข้อดี: ใช้งานง่าย เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น สามารถบันทึก ตัดต่อ และเผยแพร่ Podcast ได้ในแอปเดียว
- วิธีใช้งาน: นักศึกษาสามารถดาวน์โหลดแอปบนมือถือ หรือใช้ผ่านเว็บไซต์ (anchor.fm)
- การเผยแพร่: Anchor จะช่วยกระจาย Podcast ไปยัง Spotify และแพลตฟอร์มอื่น ๆ ฟรี
Spotify for Podcasters
- ข้อดี: ใช้บันทึกและเผยแพร่ Podcast ได้ฟรี คล้าย Anchor
- การเผยแพร่: เชื่อมต่อกับ Spotify ได้ง่าย
ขั้นตอนแนะนำให้นักศึกษาเริ่มทำ Podcast
ศึกษาเกี่ยวกับ Podcast
- แนะนำให้ฟัง Podcast ตัวอย่างจาก Spotify, Apple Podcasts หรือ Google Podcasts
- ค้นหาคลิปใน YouTube ที่สอนการทำ Podcast เช่น “How to start a podcast for free”
- เว็บไซต์ที่มีบทความแนะนำ เช่น Buzzsprout Blog
เตรียมเนื้อหา
- เขียน Script ล่วงหน้าเพื่อช่วยให้การพูดราบรื่น
- แบ่งเนื้อหาออกเป็นส่วน เช่น บทนำ เนื้อหาหลัก สรุป
อัดเสียง
- ใช้สมาร์ทโฟนที่มีไมโครโฟนคุณภาพพอสมควร
- เลือกสถานที่เงียบเพื่อหลีกเลี่ยงเสียงรบกวน
ตัดต่อ Podcast
- ใช้แอปฟรี เช่น Anchor ,Spotify
- เพิ่มเพลงพื้นหลังหรือเสียงเอฟเฟกต์ที่ไม่มีลิขสิทธิ์ (หาได้จากเว็บไซต์ เช่น Free Music Archive หรือ SoundCloud Free Sounds)
เผยแพร่ Podcast
- เริ่มต้นเผยแพร่ใน Anchor เพื่อกระจายไปยัง Spotify และแพลตฟอร์มอื่น ๆ
- แชร์ลิงก์ Podcast ในกลุ่มเพื่อนหรือโซเชียลมีเดียเพื่อเพิ่มผู้ฟัง
แหล่งสนับสนุน ข้อมูล Podcast ภาษาไทย
คำนี้ดี (The Standard)
- เนื้อหา: สอนภาษาอังกฤษผ่านคำศัพท์ วลี และวัฒนธรรม
- เหมาะสำหรับ: การฝึกฟังภาษาไทยผสมภาษาอังกฤษ
- ฟังได้ที่: Spotify, Apple Podcasts
พอดแคสต์ของ Mission to the Moon
- เนื้อหา: ความรู้ในเรื่องการพัฒนาตนเอง การทำงาน และชีวิต
- เหมาะสำหรับ: การฝึกฟังเนื้อหาที่เป็นภาษาไทยแต่มีโครงสร้างเหมือน Podcast สากล
- ฟังได้ที่: Spotify, Apple Podcasts
The Cloud Podcast
- เนื้อหา: เรื่องเล่าจากผู้คนและวัฒนธรรมหลากหลาย
- เหมาะสำหรับ: ฝึกการฟังเนื้อหาเชิงวัฒนธรรมและการเล่าเรื่อง
- ฟังได้ที่: Spotify
8 บรรทัดครึ่ง (8-12 Minutes)
- เนื้อหา: การสรุปความรู้และแนวคิดในเวลาเพียง 8 นาที
- เหมาะสำหรับ: นักศึกษาที่ต้องการฝึกฟังเนื้อหาสั้น ๆ และกระชับ
- ฟังได้ที่: Spotify
คำสั่งการทำ Podcast
แบ่งกลุ่ม
- นักศึกษาแบ่งกลุ่ม 3-4 คน( ทีมเดียวกันกับการจัดรายการ) และเลือกหัวข้อเกี่ยวกับ การฟัง จากหัวข้อที่กำหนด หรือคิดต่อยอด/ปรับแต่งหัวข้อให้อยู่ในขอบเขตที่กำหนด
ศึกษาและวางแผน
- ศึกษาวิธีการทำ Podcast และแอปพลิเคชันที่เกี่ยวข้อง เช่น Spotify, Anchor
- วางแผนเนื้อหา (Content) สำหรับ Podcast ความยาว 5 นาที โดยมีองค์ประกอบดังนี้:
- บทนำ: แนะนำตัวและหัวข้อ (ประมาณ 30 วินาที)
- เนื้อหาหลัก: อธิบายหรือเล่าเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อ (ประมาณ 4 นาที)
- บทสรุป: สรุปประเด็นสำคัญและปิดท้ายอย่างน่าสนใจ (ประมาณ 30 วินาที)
ออกแบบปก Podcast (Cover Art)
- สร้างภาพปก Podcast ที่สอดคล้องกับหัวข้อ โดยใช้โปรแกรมฟรี เช่น Canva หรือ Photopea
- ปกควรมีชื่อ Podcast, ชื่อหัวข้อ และการออกแบบที่ดึงดูดสายตา
ผลิต Podcast
- ใช้อุปกรณ์และแอปพลิเคชันที่เหมาะสม (เช่น Anchor หรือ Audacity)
- บันทึกเสียงและตัดต่อ Podcast ให้มีคุณภาพดี
- เพิ่มอินโทร/เอาท์โทร และเสียงประกอบที่เหมาะสม
เผยแพร่ Podcast
- อัปโหลด Podcast ลงบนแพลตฟอร์ม (เช่น Anchor)
- คัดลอกลิงก์ Podcast และส่งผ่าน Google Classroom เพื่อให้ผู้สอนและเพื่อนร่วมชั้นฟัง
ส่งงาน
- ส่งลิงก์ Podcast พร้อมไฟล์ภาพปกใน Google Classroom
Wednesday, January 8, 2025
การฟังอย่างตั้งใจ
ขั้นตอนการใช้ทักษะการฟังอย่างตั้งใจ
การฟังอย่างตั้งใจ เป็นทักษะที่จำเป็นทั้งสำหรับผู้ฟังและผู้พูด เพราะในฐานะผู้พูด เช่น ครู, ผู้ให้การฝึกอบรม, หรือโค้ช ก็จำเป็นต้องรับฟังผู้เรียนด้วยเช่นกัน เมื่อใดที่ผู้ฟังตั้งคำถาม แสดงความคิดเห็น หรือตอบคำถามของผู้พูด เมื่อนั้นผู้พูดจะเปลี่ยนสถานะมาเป็นผู้ฟัง การฟังที่ปรากฏในขั้นตอนต่อไปนี้จึงเป็นการฟังของทั้งผู้ฟังและของผู้พูดเมื่อเปลี่ยนมาอยู่ในฐานะผู้ฟัง เช่น ขณะรับฟังคำถามหรือฟังคำตอบต่อคำถามที่ผู้พูดถามออกไป
1. ตั้งใจฟังและสังเกตอวจนภาษาทั้งหลาย (Pay attention)
การฟังอย่างตั้งใจ ผู้ฟังจะต้องใช้สมาธิในการติดตามข้อมูลที่ผู้พูดสื่อสารออกมาทั้งคำพูดและการแสดงออก (fully presented) ตัดอารมณ์หรือสิ่งรบกวนใจออกไปให้มากที่สุดที่จะทำได้ นอกจากการตั้งใจฟังและสังเกตภาษากายของผู้พูดแล้ว ผู้ฟังยังต้องเป็นผู้ฟังที่ดีด้วย คือ รักษาบรรยากาศให้ผู้พูดมีโอกาสคิดและพูด ไม่ตัดบทผู้พูดหรือตั้งคำถามขณะผู้พูดยังพูดไม่จบประโยค นอกจากนั้นยังควรระวังการใช้ภาษากายของตนเองที่บั่นทอนกำลังใจของผู้พูด เช่น โคลงศีรษะซึ่งเป็นการแสดงความไม่เห็นด้วย หรือมองออกไปในทิศทางอื่นที่ไม่ใช่ตำแหน่งที่ผู้พูดกำลังพูดอยู่ซึ่งเป็นการแสดงความรู้สึกเบื่อหน่ายหรือไม่สนใจฟัง
2. สงวนท่าทีการแสดงออก (Withhold judgement)
การฟังอย่างตั้งใจจำเป็นต้องเปิดใจให้กว้าง เปิดรับความคิดใหม่และมุมมองใหม่ ๆ รวมไปถึงโอกาสและความเป็นไปได้ของแนวคิดที่ผู้พูดนำเสนอ แม้ว่าจะมีความคิดเห็นต่างที่ค่อนข้างรุนแรงก็ควรยับยั้งการโต้แย้งและคำวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ ไม่ทะลุกลางปล้องซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งหรือเป็นการด้อยค่าผู้พูด
3. ทวนสอบความเข้าใจเป็นระยะ (Reflect)
ผู้พูดไม่ควรคิดว่าผู้ฟังมีพื้นฐานความเข้าใจในเรื่องนั้น ๆ เป็นอย่างดีแล้ว การที่ผู้ฟังจ้องตามาที่ผู้พูด ไม่ได้หมายความว่าเขากำลังฟังอย่างตั้งใจอยู่เสมอไป ผู้พูดจึงควรตรวจสอบความคิดและความเข้าใจของผู้ฟังด้วยการทบทวนประเด็นสำคัญเป็นระยะ ๆ การป้อนคำถามหรือการกระตุ้นให้ผู้ฟังแสดงความคิดเห็น เป็นเทคนิคที่สำคัญอย่างหนึ่งของการฟังอย่างตั้งใจ ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ฟังไม่ตกหล่นประเด็นสำคัญและกำลังสืบสานความเข้าใจไปพร้อมกับผู้พูด
4. ซักถามเพื่อความชัดเจน (Clarify)
ผู้ฟังไม่ควรอายหรือเกรงใจที่จะตั้งคำถามหากสิ่งที่ผู้พูดมีความกำกวมหรือไม่ชัดเจน คำถามที่ใช้ควรเป็นคำถามปลายเปิดแบบ 5W 1 H (อะไร เมื่อไร ที่ไหน เมื่อไร ทำไม และอย่างไร) เพื่อให้ผู้พูดได้อธิบายเนื้อหา ความเป็นมา และเหตุผลมาให้มากที่สุด การตั้งคำถามปลายปิด เช่น ใช่หรือไม่ อาจไม่พอที่จะให้มั่นใจได้ว่าทั้งผู้พูดและผู้ฟังเข้าใจเรื่องนั้นเหมือน ๆ กัน
5. สรุปความเข้าใจ (Summarize)
การที่ผู้พูดสรุปประเด็นที่ได้กล่าวไป หรือขอให้ผู้ฟังช่วยสรุปประเด็นสำคัญที่ผู้พูดได้พูดมา นอกจากจะเป็นการสร้างความมั่นใจร่วมกันทั้งสองฝ่ายว่ามีความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวได้ถูกต้องตรงกันแล้ว ยังเป็นพื้นฐานสำคัญของความรับผิดชอบที่ผู้พูดมีต่อผู้ฟังและผู้ฟังมีต่อตนเองในฐานะผู้เรียนอีกด้วย
6. แลกเปลี่ยนประสบการณ์ (Share)
ในการเรียนการสอนและการสนทนา ผู้พูดและผู้ฟังควรนำประสบการณ์ที่ตนได้ประสบหรือได้เคยเรียนรู้ มาถ่ายทอดให้อีกฝ่ายทราบเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนและง่ายต่อความเข้าใจซึ่งจะช่วยให้สามารถมองเห็นการแก้ไขหรือทางออกของปัญหาได้ดีกว่าการรับรู้แต่เพียงหลักการหรือทฤษฎีที่จับต้องไม่ได้
จะพัฒนาทักษะการฟังอย่างตั้งใจได้อย่างไร
การพัฒนาทักษะการฟังอย่างตั้งใจ สามารถทำได้ด้วยการหมั่นฝึกฝนเทคนิคต่อไปนี้
1) ไม่ขัดจังหวะการพูดของผู้อื่นบ่อยเกินไป การไม่ขัดจังหวะนี้ นอกจากจะเป็นการไม่ตั้งคำถามปลีกย่อยที่ไม่ใช่สาระสำคัญของเนื้อหาแล้ว ยังหมายถึงการไม่ใช้อุปกรณ์ที่อาจส่งเสียงรบกวนผู้พูด เช่น โทรศัพท์
การไม่ขัดจังหวะการพูด จะช่วยให้ผู้ฟังมีสมาธิในการฟังได้อย่างตั้งใจมากขึ้น และยังมีเวลาสังเกตผู้ฟังคนอื่น ๆ (ถ้ามี) ว่าเขาเหล่านั้นมีคำถามอะไร ตรงกับสิ่งที่ตนสงสัยหรือไม่ คำถามเหล่านั้นตนรู้คำตอบหรือไม่
2) ให้ความสนใจกับสิ่งที่ผู้อื่นพูดให้มากกว่าที่ตนตั้งใจจะพูด การฟังอย่างตั้งใจควรตั้งเป้าหมายให้สามารถกล่าวซ้ำข้อความประโยคสุดท้ายที่ผู้พูดเพิ่งกล่าวจบลงได้ ซึ่งจะช่วยให้เรามีสมาธิอยู่กับทุกข้อความที่ผู้พูดได้กล่าวมา
3) ยอมรับความเงียบ ผู้ฟังไม่จำเป็นต้องตอบทุกคำถามหรือมีความคิดเห็นอยู่ตลอดเวลา คำถามบางคำก็เป็นเพียงการกล่าวลอย ๆ เพื่อทบทวนประเด็นที่เพิ่งพูดจบลง ไม่ได้มีความตั้งใจที่จะได้รับคำตอบทุกครั้งไป จังหวะการหยุดหรือเงียบไปของผู้พูด บ่อยครั้งทำเพื่อให้ผู้ฟังได้มีเวลาในการใช้ความคิดไตร่ตรองทบทวนหรือจดบันทึก การตั้งคำถามหรือแสดงความคิดเห็นทำลายความเงียบขึ้นมาจึงเป็นการทำลายโอกาสของตนเองและผู้ฟังคนอื่น ควรรอให้ผู้พูดเปิดโอกาสให้ถามหรือแสดงความคิดเห็น จึงค่อยนำประเด็นที่ติดค้างขึ้นมาถาม
4) กระตุ้นให้อีกฝ่ายเสนอความคิดเห็นและทางแก้ไขปัญหาก่อนจะแสดงความคิดเห็นของตนเอง การขอความเห็นจากผู้พูดหรือผู้ฟังคนอื่นก่อนที่จะตั้งคำถามของตน จะช่วยให้เราได้มีโอกาสรับข้อมูลที่หลากหลายมากขึ้น และยังได้ทราบถึงมุมมองของผู้อื่นด้วยว่าเป็นอย่างไร
5) ยกประเด็นสำคัญที่ตนได้รับฟัง ขึ้นมากล่าวซ้ำ เพื่อทบทวนความเข้าใจของตนเอง การยกประเด็นที่ว่านี้ ไม่ใช่การกล่าวซ้ำผู้พูดแบบคำต่อคำ แต่เป็นการเรียบเรียงจากความเข้าใจของตนเอง ด้วยถ้อยคำของตนเอง (paraphrasing) ซึ่งจะช่วยให้ผู้พูดสามารถรู้ได้ว่าสิ่งที่เราเข้าใจนั้นถูกต้องหรือมีอะไรที่ต้องแก้ไขให้ถูกต้อง
6) นัดหมายเพื่อหารือในประเด็นที่ยังเข้าใจไม่ตรงกัน หากสิ่งที่ฟังมาขัดแย้งกับข้อมูลที่มีหรือที่เคยรับรู้มา ไม่ควรแสดงความคิดเห็นในลักษณะหักล้างกันต่อหน้า แต่ควรขอโอกาสพูดคุยหรือนำเสนอข้อมูลให้พิจารณาในภายหลังซึ่งอาจเป็นหลังการบรรยาย หรือขอ email, โทรศัพท์เพื่อการติดต่อ การหักล้างสิ่งที่ผู้พูดได้กล่าวมา นอกจากจะเป็นการเสียมารยาทแล้ว ยังสร้างความสับสนแก่ผู้อื่นอีกด้วย
กิจกรรมวันนี้ ให้ฟัง podcast
https://podcasts.apple.com/th/podcast/5-minutes-good-time/id1483923575?i=1000531636496
แล้วตอบคำถาม ดังนี้
คำถามสำหรับวิเคราะห์
Podcast นี้พูดถึงหัวข้ออะไร?
- ให้นักศึกษาระบุหัวข้อหลักของ Podcast
สรุป 3 ประเด็นสำคัญที่ได้จากการฟัง Podcast
- เช่น "การฟังเชิงรุกช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดี", "การฟังอย่างตั้งใจช่วยลดความขัดแย้ง"
การวิเคราะห์ (Analysis):
- การฟังเชิงรุกสำคัญอย่างไรในชีวิตประจำวัน?
- คุณเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับข้อคิดเห็นใน Podcast? เพราะอะไร?
ยกตัวอย่างจากชีวิตประจำวัน:
- ให้นักศึกษายกตัวอย่างสถานการณ์ที่เคยใช้ (หรือควรใช้) การฟังเชิงรุก เช่น การฟังเพื่อนในสถานการณ์เครียด หรือการฟังความคิดเห็นในที่ประชุม หรือที่มหาวิทยาลัย