Saturday, January 11, 2025

ภาษาเพื่อการสื่อสาร(สอนออนไลน์)

 แผนกิจกรรมสำหรับบทเรียนออนไลน์: ทักษะการสื่อสารสำหรับครู

วัตถุประสงค์: เพื่อให้นักศึกษาอธิบายความเข้าใจเกี่ยวกับความรู้ที่จำเป็นสำหรับครูในการสื่อสารกับเด็กโดยใช้การนำเสนออย่างกระชับ

ภาพรวมกิจกรรม: นักศึกษาแต่ละคนจะเลือกหัวข้อเฉพาะเกี่ยวกับทักษะการสื่อสารสำหรับครู จากนั้นเตรียมและนำเสนอสดในเวลา 1 นาทีระหว่างคลาสออนไลน์ โดยนักศึกษาจะต้องแคปภาพหน้าจอและบันทึกข้อความที่พูดไว้เพื่อส่งให้ตรวจสอบ


ขั้นตอนการดำเนินกิจกรรม

1. การเตรียมตัว:

  • การเลือกหัวข้อ: ให้นักศึกษาเลือกหัวข้อจากตัวอย่าง เช่น:

    • การเข้าใจความแตกต่างของเด็กแต่ละคน

    • การฟังอย่างตั้งใจและการเคารพความคิดเห็นของเด็ก

    • การปรับบทบาทจากผู้สอนมาเป็นที่ปรึกษา

    • เทคนิคการสร้างบรรยากาศการสื่อสารในห้องเรียน

  • แนวทางการเตรียม: เน้นว่านักศึกษาควรนำเสนอเนื้อหาให้กระชับ มีความเกี่ยวข้อง และอ้างอิงจากความเข้าใจของตนเองเกี่ยวกับการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพสำหรับครู

2. คำแนะนำสำหรับนักศึกษา:

  • รูปแบบการนำเสนอ:

    • แต่ละคนพูดสดผ่านไมโครโฟนของคอมพิวเตอร์ในเวลาไม่เกิน 1 นาที

    • อธิบายประเด็นสำคัญเกี่ยวกับทักษะการสื่อสารของครู

    • สนับสนุนให้นักศึกษาใช้ภาษาของตนเองและยกตัวอย่างถ้าเป็นไปได้

  • ข้อกำหนดทางเทคนิค:

    • นักศึกษาต้องนำเสนอผ่านไมโครโฟนของคอมพิวเตอร์

    • หลังนำเสนอเสร็จ ให้นักศึกษาแคปภาพหน้าจอขณะนำเสนอ

    • เขียนข้อความที่พูดในระหว่างการนำเสนอ

3. ระหว่างคลาส:

  • การเริ่มต้น: เริ่มต้นด้วยการอธิบายความสำคัญของการสื่อสารสำหรับครู โดยใช้ข้อความตัวอย่างดังนี้:

    "การสื่อสารนับว่าเป็นสิ่งสำคัญในชีวิต เราอาจมองว่าการสื่อสารนั้นเป็นเรื่องง่าย ๆ เพราะเป็นสิ่งที่เราทำกันอยู่ทุกวัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว การสื่อสารเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะการสื่อสารระหว่างครูและเด็ก ที่มักจะมีความแตกต่างในด้านวัยและประสบการณ์ ซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด ดังนั้นครูจำเป็นต้องปรับตัวและเรียนรู้เพื่อสร้างความเข้าใจและบรรยากาศที่ดีในห้องเรียน"

    • เน้น 3 เคล็ดลับจากข้อความตัวอย่าง:

      1. เข้าใจความแตกต่างของเด็กแต่ละคน

      2. เปิดใจรับฟังและเคารพความคิดของเด็ก

      3. ปรับบทบาทจากผู้สอนมาเป็นที่ปรึกษา

  • การนำเสนอของนักศึกษา:

    • เรียกชื่อนักศึกษาแต่ละคนให้นำเสนอทีละคน

    • ฟังการนำเสนออย่างตั้งใจและให้คำแนะนำสั้น ๆ หากมีเวลา

4. หลังจบคลาส:

  • ข้อกำหนดการส่งงาน:

    • นักศึกษาต้องอัปโหลด:

      1. ภาพหน้าจอขณะนำเสนอ

      2. ข้อความที่พูดในระหว่างการนำเสนอ

  • เกณฑ์การประเมิน:

    • ความชัดเจนและความเกี่ยวข้องของหัวข้อ (3 คะแนน)

    • การนำเสนอภายในเวลาที่กำหนด (2 คะแนน)

    • ความคิดสร้างสรรค์และความลึกซึ้งของเนื้อหา (3คะแนน)

    • การส่งงานครบถ้วนตามข้อกำหนด ( 2คะแนน)


หมายเหตุเพิ่มเติมสำหรับนักศึกษา:

  • ฝึกซ้อมการนำเสนอให้ตรงเวลาไม่เกิน 1 นาที

  • ใช้ภาษาเรียบง่ายและชัดเจนเพื่อให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพ

  • มีความมั่นใจและแสดงออกอย่างชัดเจนในระหว่างการนำเสนอ

กิจกรรมสรุป: ปิดท้ายด้วยการพูดคุยเกี่ยวกับหัวข้อและประเด็นที่นักศึกษาได้แบ่งปัน พร้อมเน้นย้ำถึงแนวทางการสื่อสารที่ดีจากการนำเสนอของนักศึกษา

Thursday, January 9, 2025

การสร้าง podcast อย่างง่าย

      หัวข้อที่จะให้นักศึกษา จับกลุ่ม (กลุ่ม การจัดรายการเพลง)กันทำ podcast จากหัวข้อที่กำหนด โดยให้จับฉลากเลือกมา 1 หัวข้อ และสามารถ พูดต่อยอดหรือขยายความ ในขอบเขต ที่หัวข้อกำหนดได้ ตามความสนใจของนักศึกษา โดยหัวข้อจะเน้นในเรื่องของกระบวนการฟัง เป็นหลัก หลังจากได้ศึกษาเรื่อง การพูด การเขียน ไปแล้ว

30 หัวข้อ ที่สามารถใช้สำหรับ Podcast ความรู้เกี่ยวกับการฟัง (ในเวลาประมาณ 5 นาที):

  1. ความสำคัญของการฟังในชีวิตประจำวัน
  2. การฟังเชิงลึกคืออะไร และสำคัญอย่างไร
  3. ทักษะการฟังที่ดี: วิธีฝึกฝนให้ได้ผล
  4. อุปสรรคของการฟังที่ดี และวิธีแก้ไข
  5. การฟังแบบ Empathy: เคล็ดลับการเข้าใจผู้อื่นอย่างแท้จริง
  6. การฟังกับการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในที่ทำงาน
  7. การฟังในบริบทของครอบครัว: สร้างสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น
  8. ความแตกต่างระหว่างการฟังเพื่อเข้าใจและการฟังเพื่อตอบโต้
  9. Active Listening: วิธีสร้างบทสนทนาที่มีคุณค่า
  10. การฟังในยุคดิจิทัล: วิธีหลีกเลี่ยงการฟังแบบผิวเผิน
  11. การฟังเพื่อการเรียนรู้: วิธีฟังเพื่อพัฒนาตนเอง
  12. การฟังในสถานการณ์ขัดแย้ง: วิธีลดความขัดแย้งด้วยการฟัง
  13. การฟังในบริบทวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน
  14. การฟังในงานบริการลูกค้า: วิธีรับฟังและตอบสนองลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ
  15. การฟังเพื่อการพัฒนาทีม: เทคนิคสำหรับผู้นำ
  16. การฟังเพื่อแก้ปัญหา: การตั้งคำถามเพื่อเจาะลึกปัญหา
  17. การฟังในการให้คำปรึกษา: ทักษะที่จำเป็นสำหรับนักให้คำปรึกษา
  18. Listening Blocks: สิ่งที่ขัดขวางการฟังที่มีประสิทธิภาพ
  19. การฟังและการอ่านใจ (Mindful Listening)
  20. ความสำคัญของการฟังในความเป็นผู้นำ
  21. Listening in Negotiations: การฟังในกระบวนการเจรจา
  22. พัฒนาการฟังในภาษาอังกฤษ (หรือภาษาอื่น ๆ)
  23. การฟังและการสื่อสารในทีมกีฬา
  24. การฟังในการสร้างเครือข่าย (Networking)
  25. Listening to Non-verbal Cues: การฟังที่ไม่ได้ใช้คำพูด
  26. การฟังข่าวสาร: วิธีคัดกรองและทำความเข้าใจข้อมูล
  27. ทักษะการฟังสำหรับการเรียนการสอนในชั้นเรียน
  28. Podcast ดี ๆ ที่ช่วยพัฒนาทักษะการฟัง: รีวิวและแนะนำ
  29. Listening to Feedback: วิธีรับฟังคำติชมอย่างมีประสิทธิภาพ
  30. การฟังเพื่อสุขภาพจิต: วิธีใช้การฟังช่วยลดความเครียด


ตัวอย่าง แอป/แพลตฟอร์มฟรีสำหรับการทำ Podcast

  1. Anchor by Spotify

    • ข้อดี: ใช้งานง่าย เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น สามารถบันทึก ตัดต่อ และเผยแพร่ Podcast ได้ในแอปเดียว
    • วิธีใช้งาน: นักศึกษาสามารถดาวน์โหลดแอปบนมือถือ หรือใช้ผ่านเว็บไซต์ (anchor.fm)
    • การเผยแพร่: Anchor จะช่วยกระจาย Podcast ไปยัง Spotify และแพลตฟอร์มอื่น ๆ ฟรี
  2. Spotify for Podcasters

    • ข้อดี: ใช้บันทึกและเผยแพร่ Podcast ได้ฟรี คล้าย Anchor
    • การเผยแพร่: เชื่อมต่อกับ Spotify ได้ง่าย

ขั้นตอนแนะนำให้นักศึกษาเริ่มทำ Podcast

  1. ศึกษาเกี่ยวกับ Podcast

    • แนะนำให้ฟัง Podcast ตัวอย่างจาก Spotify, Apple Podcasts หรือ Google Podcasts
    • ค้นหาคลิปใน YouTube ที่สอนการทำ Podcast เช่น “How to start a podcast for free”
    • เว็บไซต์ที่มีบทความแนะนำ เช่น Buzzsprout Blog
  2. เตรียมเนื้อหา

    • เขียน Script ล่วงหน้าเพื่อช่วยให้การพูดราบรื่น
    • แบ่งเนื้อหาออกเป็นส่วน เช่น บทนำ เนื้อหาหลัก สรุป
  3. อัดเสียง

    • ใช้สมาร์ทโฟนที่มีไมโครโฟนคุณภาพพอสมควร
    • เลือกสถานที่เงียบเพื่อหลีกเลี่ยงเสียงรบกวน
  4. ตัดต่อ Podcast

    • ใช้แอปฟรี เช่น Anchor ,Spotify
    • เพิ่มเพลงพื้นหลังหรือเสียงเอฟเฟกต์ที่ไม่มีลิขสิทธิ์ (หาได้จากเว็บไซต์ เช่น Free Music Archive หรือ SoundCloud Free Sounds)
  5. เผยแพร่ Podcast

    • เริ่มต้นเผยแพร่ใน Anchor เพื่อกระจายไปยัง Spotify และแพลตฟอร์มอื่น ๆ
    • แชร์ลิงก์ Podcast ในกลุ่มเพื่อนหรือโซเชียลมีเดียเพื่อเพิ่มผู้ฟัง

แหล่งสนับสนุน ข้อมูล Podcast ภาษาไทย

  1. คำนี้ดี (The Standard)

    • เนื้อหา: สอนภาษาอังกฤษผ่านคำศัพท์ วลี และวัฒนธรรม
    • เหมาะสำหรับ: การฝึกฟังภาษาไทยผสมภาษาอังกฤษ
    • ฟังได้ที่: Spotify, Apple Podcasts
  2. พอดแคสต์ของ Mission to the Moon

    • เนื้อหา: ความรู้ในเรื่องการพัฒนาตนเอง การทำงาน และชีวิต
    • เหมาะสำหรับ: การฝึกฟังเนื้อหาที่เป็นภาษาไทยแต่มีโครงสร้างเหมือน Podcast สากล
    • ฟังได้ที่: Spotify, Apple Podcasts
  3. The Cloud Podcast

    • เนื้อหา: เรื่องเล่าจากผู้คนและวัฒนธรรมหลากหลาย
    • เหมาะสำหรับ: ฝึกการฟังเนื้อหาเชิงวัฒนธรรมและการเล่าเรื่อง
    • ฟังได้ที่: Spotify
  4. 8 บรรทัดครึ่ง (8-12 Minutes)

    • เนื้อหา: การสรุปความรู้และแนวคิดในเวลาเพียง 8 นาที
    • เหมาะสำหรับ: นักศึกษาที่ต้องการฝึกฟังเนื้อหาสั้น ๆ และกระชับ
    • ฟังได้ที่: Spotify

คำสั่งการทำ Podcast

  1. แบ่งกลุ่ม

    • นักศึกษาแบ่งกลุ่ม 3-4  คน( ทีมเดียวกันกับการจัดรายการ) และเลือกหัวข้อเกี่ยวกับ การฟัง จากหัวข้อที่กำหนด หรือคิดต่อยอด/ปรับแต่งหัวข้อให้อยู่ในขอบเขตที่กำหนด
  2. ศึกษาและวางแผน

    • ศึกษาวิธีการทำ Podcast และแอปพลิเคชันที่เกี่ยวข้อง เช่น Spotify, Anchor
    • วางแผนเนื้อหา (Content) สำหรับ Podcast ความยาว 5 นาที โดยมีองค์ประกอบดังนี้:
      • บทนำ: แนะนำตัวและหัวข้อ (ประมาณ 30 วินาที)
      • เนื้อหาหลัก: อธิบายหรือเล่าเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อ (ประมาณ 4 นาที)
      • บทสรุป: สรุปประเด็นสำคัญและปิดท้ายอย่างน่าสนใจ (ประมาณ 30 วินาที)
  3. ออกแบบปก Podcast (Cover Art)

    • สร้างภาพปก Podcast ที่สอดคล้องกับหัวข้อ โดยใช้โปรแกรมฟรี เช่น Canva หรือ Photopea
    • ปกควรมีชื่อ Podcast, ชื่อหัวข้อ และการออกแบบที่ดึงดูดสายตา
  4. ผลิต Podcast

    • ใช้อุปกรณ์และแอปพลิเคชันที่เหมาะสม (เช่น Anchor หรือ Audacity)
    • บันทึกเสียงและตัดต่อ Podcast ให้มีคุณภาพดี
    • เพิ่มอินโทร/เอาท์โทร และเสียงประกอบที่เหมาะสม
  5. เผยแพร่ Podcast

    • อัปโหลด Podcast ลงบนแพลตฟอร์ม (เช่น Anchor)
    • คัดลอกลิงก์ Podcast และส่งผ่าน Google Classroom เพื่อให้ผู้สอนและเพื่อนร่วมชั้นฟัง
  6. ส่งงาน

    • ส่งลิงก์ Podcast พร้อมไฟล์ภาพปกใน Google Classroom

Wednesday, January 8, 2025

การฟังอย่างตั้งใจ

 ขั้นตอนการใช้ทักษะการฟังอย่างตั้งใจ

     การฟังอย่างตั้งใจ เป็นทักษะที่จำเป็นทั้งสำหรับผู้ฟังและผู้พูด เพราะในฐานะผู้พูด เช่น ครู, ผู้ให้การฝึกอบรม, หรือโค้ช ก็จำเป็นต้องรับฟังผู้เรียนด้วยเช่นกัน เมื่อใดที่ผู้ฟังตั้งคำถาม แสดงความคิดเห็น หรือตอบคำถามของผู้พูด เมื่อนั้นผู้พูดจะเปลี่ยนสถานะมาเป็นผู้ฟัง การฟังที่ปรากฏในขั้นตอนต่อไปนี้จึงเป็นการฟังของทั้งผู้ฟังและของผู้พูดเมื่อเปลี่ยนมาอยู่ในฐานะผู้ฟัง เช่น ขณะรับฟังคำถามหรือฟังคำตอบต่อคำถามที่ผู้พูดถามออกไป

1. ตั้งใจฟังและสังเกตอวจนภาษาทั้งหลาย (Pay attention)
     การฟังอย่างตั้งใจ ผู้ฟังจะต้องใช้สมาธิในการติดตามข้อมูลที่ผู้พูดสื่อสารออกมาทั้งคำพูดและการแสดงออก (fully presented) ตัดอารมณ์หรือสิ่งรบกวนใจออกไปให้มากที่สุดที่จะทำได้ นอกจากการตั้งใจฟังและสังเกตภาษากายของผู้พูดแล้ว ผู้ฟังยังต้องเป็นผู้ฟังที่ดีด้วย คือ รักษาบรรยากาศให้ผู้พูดมีโอกาสคิดและพูด ไม่ตัดบทผู้พูดหรือตั้งคำถามขณะผู้พูดยังพูดไม่จบประโยค นอกจากนั้นยังควรระวังการใช้ภาษากายของตนเองที่บั่นทอนกำลังใจของผู้พูด เช่น โคลงศีรษะซึ่งเป็นการแสดงความไม่เห็นด้วย หรือมองออกไปในทิศทางอื่นที่ไม่ใช่ตำแหน่งที่ผู้พูดกำลังพูดอยู่ซึ่งเป็นการแสดงความรู้สึกเบื่อหน่ายหรือไม่สนใจฟัง

2. สงวนท่าทีการแสดงออก (Withhold judgement)
     การฟังอย่างตั้งใจจำเป็นต้องเปิดใจให้กว้าง เปิดรับความคิดใหม่และมุมมองใหม่ ๆ รวมไปถึงโอกาสและความเป็นไปได้ของแนวคิดที่ผู้พูดนำเสนอ แม้ว่าจะมีความคิดเห็นต่างที่ค่อนข้างรุนแรงก็ควรยับยั้งการโต้แย้งและคำวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ ไม่ทะลุกลางปล้องซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งหรือเป็นการด้อยค่าผู้พูด

3. ทวนสอบความเข้าใจเป็นระยะ (Reflect)
     ผู้พูดไม่ควรคิดว่าผู้ฟังมีพื้นฐานความเข้าใจในเรื่องนั้น ๆ เป็นอย่างดีแล้ว การที่ผู้ฟังจ้องตามาที่ผู้พูด ไม่ได้หมายความว่าเขากำลังฟังอย่างตั้งใจอยู่เสมอไป ผู้พูดจึงควรตรวจสอบความคิดและความเข้าใจของผู้ฟังด้วยการทบทวนประเด็นสำคัญเป็นระยะ ๆ การป้อนคำถามหรือการกระตุ้นให้ผู้ฟังแสดงความคิดเห็น เป็นเทคนิคที่สำคัญอย่างหนึ่งของการฟังอย่างตั้งใจ ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ฟังไม่ตกหล่นประเด็นสำคัญและกำลังสืบสานความเข้าใจไปพร้อมกับผู้พูด

4. ซักถามเพื่อความชัดเจน (Clarify)
     ผู้ฟังไม่ควรอายหรือเกรงใจที่จะตั้งคำถามหากสิ่งที่ผู้พูดมีความกำกวมหรือไม่ชัดเจน คำถามที่ใช้ควรเป็นคำถามปลายเปิดแบบ 5W 1 H (อะไร เมื่อไร ที่ไหน เมื่อไร ทำไม และอย่างไร) เพื่อให้ผู้พูดได้อธิบายเนื้อหา ความเป็นมา และเหตุผลมาให้มากที่สุด การตั้งคำถามปลายปิด เช่น ใช่หรือไม่ อาจไม่พอที่จะให้มั่นใจได้ว่าทั้งผู้พูดและผู้ฟังเข้าใจเรื่องนั้นเหมือน ๆ กัน

5. สรุปความเข้าใจ (Summarize)
     การที่ผู้พูดสรุปประเด็นที่ได้กล่าวไป หรือขอให้ผู้ฟังช่วยสรุปประเด็นสำคัญที่ผู้พูดได้พูดมา นอกจากจะเป็นการสร้างความมั่นใจร่วมกันทั้งสองฝ่ายว่ามีความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวได้ถูกต้องตรงกันแล้ว ยังเป็นพื้นฐานสำคัญของความรับผิดชอบที่ผู้พูดมีต่อผู้ฟังและผู้ฟังมีต่อตนเองในฐานะผู้เรียนอีกด้วย

6. แลกเปลี่ยนประสบการณ์ (Share)
     ในการเรียนการสอนและการสนทนา ผู้พูดและผู้ฟังควรนำประสบการณ์ที่ตนได้ประสบหรือได้เคยเรียนรู้ มาถ่ายทอดให้อีกฝ่ายทราบเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนและง่ายต่อความเข้าใจซึ่งจะช่วยให้สามารถมองเห็นการแก้ไขหรือทางออกของปัญหาได้ดีกว่าการรับรู้แต่เพียงหลักการหรือทฤษฎีที่จับต้องไม่ได้

จะพัฒนาทักษะการฟังอย่างตั้งใจได้อย่างไร
     การพัฒนาทักษะการฟังอย่างตั้งใจ สามารถทำได้ด้วยการหมั่นฝึกฝนเทคนิคต่อไปนี้
   1) ไม่ขัดจังหวะการพูดของผู้อื่นบ่อยเกินไป การไม่ขัดจังหวะนี้ นอกจากจะเป็นการไม่ตั้งคำถามปลีกย่อยที่ไม่ใช่สาระสำคัญของเนื้อหาแล้ว ยังหมายถึงการไม่ใช้อุปกรณ์ที่อาจส่งเสียงรบกวนผู้พูด เช่น โทรศัพท์

     การไม่ขัดจังหวะการพูด จะช่วยให้ผู้ฟังมีสมาธิในการฟังได้อย่างตั้งใจมากขึ้น และยังมีเวลาสังเกตผู้ฟังคนอื่น ๆ (ถ้ามี) ว่าเขาเหล่านั้นมีคำถามอะไร ตรงกับสิ่งที่ตนสงสัยหรือไม่ คำถามเหล่านั้นตนรู้คำตอบหรือไม่

   2) ให้ความสนใจกับสิ่งที่ผู้อื่นพูดให้มากกว่าที่ตนตั้งใจจะพูด การฟังอย่างตั้งใจควรตั้งเป้าหมายให้สามารถกล่าวซ้ำข้อความประโยคสุดท้ายที่ผู้พูดเพิ่งกล่าวจบลงได้ ซึ่งจะช่วยให้เรามีสมาธิอยู่กับทุกข้อความที่ผู้พูดได้กล่าวมา

   3) ยอมรับความเงียบ ผู้ฟังไม่จำเป็นต้องตอบทุกคำถามหรือมีความคิดเห็นอยู่ตลอดเวลา คำถามบางคำก็เป็นเพียงการกล่าวลอย ๆ เพื่อทบทวนประเด็นที่เพิ่งพูดจบลง ไม่ได้มีความตั้งใจที่จะได้รับคำตอบทุกครั้งไป จังหวะการหยุดหรือเงียบไปของผู้พูด บ่อยครั้งทำเพื่อให้ผู้ฟังได้มีเวลาในการใช้ความคิดไตร่ตรองทบทวนหรือจดบันทึก การตั้งคำถามหรือแสดงความคิดเห็นทำลายความเงียบขึ้นมาจึงเป็นการทำลายโอกาสของตนเองและผู้ฟังคนอื่น ควรรอให้ผู้พูดเปิดโอกาสให้ถามหรือแสดงความคิดเห็น จึงค่อยนำประเด็นที่ติดค้างขึ้นมาถาม

   4) กระตุ้นให้อีกฝ่ายเสนอความคิดเห็นและทางแก้ไขปัญหาก่อนจะแสดงความคิดเห็นของตนเอง การขอความเห็นจากผู้พูดหรือผู้ฟังคนอื่นก่อนที่จะตั้งคำถามของตน จะช่วยให้เราได้มีโอกาสรับข้อมูลที่หลากหลายมากขึ้น และยังได้ทราบถึงมุมมองของผู้อื่นด้วยว่าเป็นอย่างไร

   5) ยกประเด็นสำคัญที่ตนได้รับฟัง ขึ้นมากล่าวซ้ำ เพื่อทบทวนความเข้าใจของตนเอง การยกประเด็นที่ว่านี้ ไม่ใช่การกล่าวซ้ำผู้พูดแบบคำต่อคำ แต่เป็นการเรียบเรียงจากความเข้าใจของตนเอง ด้วยถ้อยคำของตนเอง (paraphrasing) ซึ่งจะช่วยให้ผู้พูดสามารถรู้ได้ว่าสิ่งที่เราเข้าใจนั้นถูกต้องหรือมีอะไรที่ต้องแก้ไขให้ถูกต้อง

   6) นัดหมายเพื่อหารือในประเด็นที่ยังเข้าใจไม่ตรงกัน หากสิ่งที่ฟังมาขัดแย้งกับข้อมูลที่มีหรือที่เคยรับรู้มา ไม่ควรแสดงความคิดเห็นในลักษณะหักล้างกันต่อหน้า แต่ควรขอโอกาสพูดคุยหรือนำเสนอข้อมูลให้พิจารณาในภายหลังซึ่งอาจเป็นหลังการบรรยาย หรือขอ email, โทรศัพท์เพื่อการติดต่อ การหักล้างสิ่งที่ผู้พูดได้กล่าวมา นอกจากจะเป็นการเสียมารยาทแล้ว ยังสร้างความสับสนแก่ผู้อื่นอีกด้วย

กิจกรรมวันนี้ ให้ฟัง podcast 

 https://podcasts.apple.com/th/podcast/5-minutes-good-time/id1483923575?i=1000531636496

แล้วตอบคำถาม ดังนี้ 

คำถามสำหรับวิเคราะห์

  1. Podcast นี้พูดถึงหัวข้ออะไร?

    • ให้นักศึกษาระบุหัวข้อหลักของ Podcast
  2. สรุป 3 ประเด็นสำคัญที่ได้จากการฟัง Podcast

    • เช่น "การฟังเชิงรุกช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดี", "การฟังอย่างตั้งใจช่วยลดความขัดแย้ง"
  3. การวิเคราะห์ (Analysis):

    • การฟังเชิงรุกสำคัญอย่างไรในชีวิตประจำวัน?
    • คุณเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับข้อคิดเห็นใน Podcast? เพราะอะไร?
  4. ยกตัวอย่างจากชีวิตประจำวัน:

    • ให้นักศึกษายกตัวอย่างสถานการณ์ที่เคยใช้ (หรือควรใช้) การฟังเชิงรุก เช่น การฟังเพื่อนในสถานการณ์เครียด หรือการฟังความคิดเห็นในที่ประชุม หรือที่มหาวิทยาลัย

Saturday, December 21, 2024

กิจกรรม วิเคราะห์วีดีโอ ภาษาเพื่อการสื่อสารสำหรับครู

 คำสั่งกิจกรรม: การวิเคราะห์วิดีโอการสื่อสารภาษาอังกฤษสำหรับห้องเรียน

เป้าหมายของกิจกรรม:
ให้นักศึกษาค้นหาและวิเคราะห์วิดีโอในโลกโซเชียลที่เป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งแสดงถึง ทักษะการสื่อสารพื้นฐาน หรือสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ภาษาอังกฤษในห้องเรียน วิดีโอควรน่าสนใจ สนุก และนำไปใช้สอนหรือสื่อสารในห้องเรียนได้จริง

รายละเอียดงาน:

  1. การเลือกวิดีโอ:

    • นักศึกษาทุกคู่เลือก วิดีโอภาษาอังกฤษ 1 วิดีโอ จาก YouTube, TikTok, Instagram หรือ Facebook
    • วิดีโอต้องเกี่ยวข้องกับการสื่อสารภาษาอังกฤษพื้นฐานในชีวิตจริง เช่น การเล่าเรื่อง บทบาทสมมติ หรือเนื้อหาที่น่าสนใจ (ห้ามเป็นวิดีโอที่มีครูมาสอนหรือบรรยายโดยตรง)
    • ความยาวของวิดีโอ: 1-5 นาที
  2. การวิเคราะห์และอธิบาย:

    • ชมวิดีโอและตอบคำถามดังนี้:
      • เทคนิคหรือวลีใดที่ใช้ในวิดีโอ?
      • ทำไมวิดีโอนี้ถึงน่าสนใจสำหรับการเรียนภาษาอังกฤษ?
      • สามารถนำเทคนิคหรือวลีจากวิดีโอไปใช้ในการสื่อสารกับนักเรียนในห้องเรียนได้อย่างไร?
  3. การนำเสนอ:

    • สรุปการวิเคราะห์ของคุณใน PowerPoint 1 สไลด์ ซึ่งควรประกอบด้วย:
      • ชื่อและลิงก์ของวิดีโอ
      • สรุปประเด็นสำคัญที่ได้เรียนรู้
      • วิธีนำไปใช้ในห้องเรียน
      • สามารถใส่ภาพหรือสัญลักษณ์เพื่อเพิ่มความน่าสนใจได้
  4. การส่งงาน:

    • ส่งลิงก์วิดีโอและ PowerPoint ผ่าน Google Classroom

เกณฑ์การให้คะแนน (10 คะแนน):

  1. ความเกี่ยวข้องของวิดีโอ (2 คะแนน): วิดีโอตรงกับความต้องการหรือไม่
  2. การวิเคราะห์เนื้อหา (4 คะแนน): วิเคราะห์ได้ชัดเจนและลึกซึ้ง
  3. ความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบ PowerPoint (2 คะแนน): การจัดเรียงและความน่าสนใจ
  4. การประยุกต์ใช้ในห้องเรียน (2 คะแนน): อธิบายได้ชัดเจน

ตัวอย่างวิดีโอที่เหมาะสม:

  • เรื่องเล่าหรือละครสั้นที่ใช้ภาษาอังกฤษพื้นฐาน
  • การสนทนาสั้นๆ ระหว่างเพื่อนเกี่ยวกับการเรียนในห้อง
  • การสมมติสถานการณ์ เช่น การให้คำแนะนำ การถามคำถาม หรือการกระตุ้นนักเรียน

หมายเหตุ:

  • ในอนาคต นักศึกษาจะนำกิจกรรมนี้เป็นแนวทางเพื่อ สร้างวิดีโอของตนเอง แสดงการสื่อสารในภาษาอังกฤษ เพื่อพัฒนาทักษะการพูด คำศัพท์ และการสื่อสารที่ครูควรรู้

Thursday, December 12, 2024

ตอบคำถามการพูด

 ชมวีดีโอ แล้วตอบคำถาม

https://www.facebook.com/share/r/x8RF5FgNZk5ug8wP/?mibextid=8O0DfK

ตอบคำถาม2 ข้อ

๑ ความหมายของสิ่งนี้คืออะไร

๒ เราเห็นด้วยหรือไม่ เพราะอย่างไร

Sunday, December 8, 2024

การวิเคราะห์การอ่านสื่อและโฆษณา

 กิจกรรม

ให้นักศึกษา อ่านสื่อจาก link ที่ครูให้ แล้วตอบคำถาม ส่งใน google clssroom

https://www.coca-cola.com/th/th/media-center/coke-zero-sugar

https://www.coca-cola.com/th/th/media-center/coke-zero-sugar
5คำถามรู้ทันสื่อและโฆษณา
-สื่อนี้ใครเป็นเจ้าของ
-สื่อนี้ต้องการสื่อสารกับใคร
-สื่อหวังผลทำให้เราเชื่อหรือทำอะไร
-สื่อนี้มีรูปแบบการนำเสนออย่างไร
-สื่อต้องการทำให้รับรู้และรู้สึกอย่างไร มีอะไรไม่ถูกนำเสนอบ้าง

คำสั่งงาน: การวิเคราะห์สื่อโฆษณา Coke Zero Sugar

หัวข้อ: การรู้เท่าทันสื่อและการวิเคราะห์โฆษณา
คำอธิบาย: ให้นักศึกษาเข้าไปศึกษาสื่อโฆษณา Coke Zero Sugar จากลิงค์ Coca-Cola Media Center จากนั้นตอบคำถาม 5 ข้อต่อไปนี้ในรูปแบบของบทวิเคราะห์อย่างละเอียด โดยตอบคำถามในมุมมองที่สะท้อนถึงความรู้เท่าทันสื่อและเจตนารมณ์ของผู้ผลิตสื่อ

คำถามสำหรับการวิเคราะห์:

  1. สื่อนี้ใครเป็นเจ้าของ?
    • วิเคราะห์ว่าเจ้าของสื่อมีบทบาทอย่างไร และวัตถุประสงค์ของการสร้างสื่อนี้คืออะไร
  2. สื่อนี้ต้องการสื่อสารกับใคร?
    • ระบุว่ากลุ่มเป้าหมายของสื่อนี้คือใคร (เช่น อายุ เพศ ความสนใจ) และเหตุใดสื่อนี้จึงดึงดูดกลุ่มคนเหล่านั้น
  3. สื่อหวังผลทำให้เราเชื่อหรือทำอะไร?
    • วิเคราะห์เจตนาหรือเป้าหมายที่แฝงในสื่อ เช่น การชักจูง ความต้องการซื้อ หรือการเปลี่ยนพฤติกรรม
  4. สื่อนี้มีรูปแบบการนำเสนออย่างไร?
    • อธิบายการใช้สี ภาพ ข้อความ หรือการออกแบบในโฆษณา เพื่อส่งเสริมการสื่อสารของสื่อ
  5. สื่อต้องการทำให้รับรู้และรู้สึกอย่างไร? มีอะไรไม่ถูกนำเสนอบ้าง?
    • วิเคราะห์ผลกระทบต่อความรู้สึกผู้ชม และระบุข้อมูลหรือประเด็นที่อาจถูกมองข้ามในสื่อนี้

กำหนดส่ง: ผ่าน Google Classroom 
คะแนนเต็ม: 10 คะแนน


รายละเอียดการประเมิน (10 คะแนน):

  1. ความถูกต้องและความเข้าใจในเนื้อหา (3 คะแนน):

    • การวิเคราะห์แสดงถึงความเข้าใจเจตนารมณ์ของสื่อและกลุ่มเป้าหมายอย่างถูกต้อง
  2. การวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ (3 คะแนน):

    • ให้มุมมองเชิงลึกเกี่ยวกับรูปแบบการนำเสนอและเจตนาที่ซ่อนเร้น
  3. การเชื่อมโยงกับหลักการรู้เท่าทันสื่อ (2 คะแนน):

    • ใช้หลักการรู้เท่าทันสื่อที่เรียนรู้มาในการอธิบาย
  4. การนำเสนออย่างมีเหตุผลและโครงสร้างที่ชัดเจน (2 คะแนน):

    • มีการเรียบเรียงคำตอบอย่างเป็นระบบ ชัดเจน และสนับสนุนด้วยเหตุผล

สิ่งที่ควรเห็นจากการตอบคำถามของนักศึกษา:

  1. การระบุความเป็นเจ้าของและกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน:
    นักศึกษาควรสามารถวิเคราะห์ว่า Coca-Cola เป็นเจ้าของสื่อและอธิบายว่าโฆษณานี้ออกแบบมาเพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจง

  2. การวิพากษ์เจตนาของสื่อ:
    เช่น การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้ผลิตภัณฑ์หรือการชักจูงให้เกิดความสนใจใน Coke Zero Sugar

  3. การวิเคราะห์การนำเสนอ:
    นักศึกษาควรอธิบายได้ว่าโฆษณาใช้สีแดง การออกแบบที่มีพลัง และข้อความที่เน้นความอร่อยแบบไร้น้ำตาลเพื่อสร้างความรู้สึกพิเศษ

  4. การมองหาข้อมูลที่ไม่ได้ถูกนำเสนอ:
    เช่น ข้อจำกัดของผลิตภัณฑ์ หรือประเด็นด้านสุขภาพที่อาจไม่ได้กล่าวถึง

  5. การใช้ภาษาและการนำเสนอที่ชัดเจน:
    มีความเป็นมืออาชีพในการเขียนและวิเคราะห์โดยอ้างอิงข้อมูลในสื่อ

แนวการวิเคราะห์ และมุมมองที่น่าสนใจในกิจกรรม

การสะท้อนให้เห็นกลยุทธ์ที่ Coca-Cola ใช้ในการสร้างแบรนด์ โดยเน้นไปที่โลกโซเชียลและกลุ่มเป้าหมายที่มีอิทธิพลสูงอย่าง Gen Z (เจเนอเรชัน Z) ซึ่งมีลักษณะเฉพาะที่สอดคล้องกับการเลือกทำการตลาดในรูปแบบนี้ได้อย่างน่าสนใจ

1. ความเกี่ยวข้องระหว่าง Gen Z กับโฆษณาเครื่องดื่ม

  • Gen Z เป็นกลุ่มที่รักความท้าทายและความใหม่:
    Coca-Cola Zero Sugar ถูกนำเสนอให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนที่มองหาสิ่งที่ใหม่และไม่เหมือนใคร เช่น รสชาติ "ซ่า" แต่ไม่มีน้ำตาล ซึ่งเป็นจุดขายที่ตรงกับความต้องการของคนที่ใส่ใจสุขภาพแต่ยังต้องการความสนุกในการบริโภค

  • Gen Z ใช้เวลาในโลกโซเชียลมีเดียสูง:
    การสร้างแคมเปญในโซเชียลมีเดียและร่วมมือกับผู้มีอิทธิพล (Influencers) ช่วยให้เข้าถึงกลุ่มนี้ได้อย่างตรงจุด เพราะ Gen Z มักติดตามและได้รับแรงบันดาลใจจาก Influencers ที่พวกเขาชื่นชอบ

  • Gen Z ชื่นชอบการแสดงออกถึงตัวตน (Self-Expression):
    โฆษณาเครื่องดื่มที่เน้นความแปลกใหม่และการมีส่วนร่วม (เช่น อีเวนต์) ทำให้ Gen Z มีพื้นที่ในการแสดงตัวตนผ่านประสบการณ์หรือการถ่ายภาพกับสินค้า

2. การดื่มเครื่องดื่มชนิดนี้กับไลฟ์สไตล์ของ Gen Z

  • เครื่องดื่มไม่มีน้ำตาลตอบโจทย์เรื่องสุขภาพ:
    Gen Z ให้ความสำคัญกับสุขภาพมากกว่าเจเนอเรชันก่อนหน้า พวกเขามองหาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องสุขภาพและความเพลิดเพลิน ซึ่ง Coke Zero Sugar ถูกนำเสนอในฐานะตัวเลือกที่เหมาะสม

  • การบริโภคที่สร้างภาพลักษณ์ (Social Consumption):
    เครื่องดื่มนี้ไม่ได้เป็นเพียงสินค้า แต่ยังเป็น "สัญลักษณ์" ของไลฟ์สไตล์ เช่น การดื่ม Coke Zero Sugar ในสถานการณ์ที่ดู "ทันสมัย" และ "สนุกสนาน" ที่สื่อโฆษณานำเสนอ

  • ความเชื่อมโยงกับอีเวนต์และประสบการณ์:
    การจัดกิจกรรมหรือแคมเปญโฆษณาที่เชื่อมโยงกับดนตรี กีฬา หรือไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ช่วยทำให้แบรนด์นี้ดู "ใกล้ชิด" กับ Gen Z

     ข้อควรสังเกตสำหรับนักศึกษา

หากคุณต้องการให้นักศึกษาวิเคราะห์ประเด็นนี้ ควรให้พวกเขาเชื่อมโยงกับคำถามดังนี้:

  • กลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงของสื่อนี้คือใคร?
  • การนำเสนอของโฆษณานี้ส่งผลต่อความรู้สึกของกลุ่มเป้าหมายอย่างไร?
  • สื่อนี้พยายามเชื่อมโยงกับค่านิยมของคนรุ่นใหม่ในด้านใดบ้าง (เช่น สุขภาพ ความทันสมัย ความแปลกใหม่)?
  • โฆษณานี้ทำให้เกิดภาพลักษณ์อย่างไรเกี่ยวกับการบริโภค Coke Zero Sugar ในสายตาของ Gen Z?

ตัวอย่างคำตอบที่คาดหวังจากผู้เรียน

นักศึกษาอาจวิเคราะห์ว่า

  • สื่อนี้พยายามสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเครื่องดื่มกับไลฟ์สไตล์ที่ดู "สนุก" และ "เฮลท์ตี้" เพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย Gen Z
  • กลยุทธ์การตลาดผ่าน Influencers และอีเวนต์ช่วยเพิ่มความนิยมในหมู่คนรุ่นใหม่ แต่ในเวลาเดียวกัน อาจไม่ได้สะท้อนข้อมูลที่ครบถ้วนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ เช่น ผลกระทบระยะยาวของการบริโภคสารให้ความหวานทดแทน

การพูดถึง Gen Z และการบริโภคแบบมีวิจารณญาณจะช่วยกระตุ้นให้นักศึกษามองลึกลงไปในโฆษณานี้อย่างมีความรอบคอบ

Thursday, December 5, 2024

การเขียนบทพูด(Script)

         ความสำคัญของการเขียนบทพูด

  1. ช่วยให้ผู้พูดมีความมั่นใจ:
    การมีบทพูดช่วยลดความประหม่าและทำให้ผู้พูดมั่นใจมากขึ้น เพราะมีโครงสร้างและแนวทางที่ชัดเจน
  2. สื่อสารได้ชัดเจน:
    บทพูดที่ดีช่วยให้ข้อความถูกถ่ายทอดออกมาอย่างเป็นระเบียบและตรงประเด็น
  3. เพิ่มประสิทธิภาพในการโน้มน้าวใจ:
    การเขียนบทพูดอย่างมีเหตุผลและใช้อารมณ์ที่เหมาะสมช่วยโน้มน้าวใจผู้ฟังได้ดีกว่า
  4. เหมาะสมกับเวลา:
    บทพูดที่เตรียมไว้ช่วยให้ผู้พูดสามารถจัดการเวลาได้ดี โดยไม่ใช้เวลานานเกินไปหรือพูดวนไปมา

    องค์ประกอบของบทพูดที่ดี

    1. บทนำ (Introduction):
      เปิดเรื่องให้น่าสนใจ เช่น ใช้คำถาม คำพูดที่กระตุ้นอารมณ์ หรือเล่าเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง
    2. เนื้อหา (Body):
      จัดลำดับเนื้อหาอย่างมีเหตุผล ใช้ข้อมูลสนับสนุน เช่น สถิติ เรื่องเล่า หรือคำพูดของบุคคลสำคัญ
    3. บทสรุป (Conclusion):
      ย้ำประเด็นสำคัญและปิดท้ายด้วยคำพูดที่น่าจดจำ เช่น การทิ้งคำถามให้คิดต่อหรือข้อความกระตุ้นแรงบันดาลใจ

    วิธีการใช้บทพูดให้เกิดประโยชน์

    1. ฝึกซ้อมก่อนการพูดจริง:
      ฝึกอ่านบทพูดหลายๆ รอบเพื่อให้คุ้นเคยและสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ
    2. ปรับใช้ภาษากาย (Body Language):
      ใช้ท่าทาง สายตา และน้ำเสียงให้สอดคล้องกับบทพูด
    3. ไม่อ่านตามบทพูดทั้งหมด:
      ใช้บทพูดเป็นแนวทาง แต่พยายามพูดด้วยคำพูดของตัวเองเพื่อสร้างความเป็นธรรมชาติ
    4. ปรับบทพูดตามสถานการณ์:
      หากพบว่าผู้ฟังต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรือมีข้อสงสัย ควรสามารถปรับบทพูดได้ทันที

หัวข้อกิจกรรม:

การเรียนรู้เรื่องการใช้บทพูด (Script) อย่างมืออาชีพ

ttps://youtu.be/bR8YHGrM0Do?si=TeWAMyHRK2q60_Kl

รายละเอียด:

  1. นักศึกษาจะชมวิดีโอเกี่ยวกับการใช้บทพูด (Script) ซึ่งอธิบายถึง

    • ความสำคัญของการใช้ Script
    • วิธีการเขียน Script ที่มีประสิทธิภาพ
    • การนำ Script ไปใช้ในการพูดจริง
  2. หลังจากชมวิดีโอเสร็จ
    นักศึกษาต้องสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้และตอบคำถามดังต่อไปนี้ในรูปแบบเรียงความความยาวประมาณ 200-300 คำ:

    • คำถามที่ 1: คุณคิดว่าการเขียนและการใช้ Script มีความสำคัญอย่างไรต่อการพูด?
    • คำถามที่ 2: หากคุณต้องพูดในที่สาธารณะ คุณจะนำวิธีการจากวิดีโอมาปรับใช้ในแบบของคุณอย่างไร?
    • คำถามที่ 3: มีส่วนใดในวิดีโอที่คุณชอบหรือคิดว่าเป็นประโยชน์ที่สุด? เพราะอะไร?
  3. นอกจากการสรุปแล้ว นักศึกษาต้องให้ตัวอย่างว่าหากคุณต้องพูดเรื่องใดเรื่องหนึ่ง คุณจะเขียน Script ในหัวข้อที่สนใจอย่างไร (ตัวอย่างประมาณ 3-5 บรรทัด)


คะแนนกิจกรรม: 10 คะแนน

เกณฑ์การตัดสินคะแนน:

  1. การสรุปเนื้อหาในวิดีโอ (4 คะแนน)

    • ครบถ้วน: มีประเด็นสำคัญจากวิดีโอ
    • ถูกต้อง: เข้าใจและตีความเนื้อหาได้ดี
  2. การตอบคำถาม (3 คะแนน)

    • ตอบคำถามได้ครบถ้วน
    • มีความคิดวิเคราะห์และแสดงความเห็นอย่างสร้างสรรค์
  3. ตัวอย่างการใช้ Script (3 คะแนน)

    • ตัวอย่างที่นำเสนอมีความชัดเจนและเกี่ยวข้อง
    • แสดงความสามารถในการปรับใช้แนวคิดจากวิดีโอ