Monday, December 5, 2011

ข้อสอบวิชาภาษาไทย ชุดที่ ๑ (โวหารและสำนวนไทย)

เฉลย และ ขยายความเข้าใจนักเรียน ในเรื่องของโวหาร และสำนวน เพื่อการสอบในครั้งต่อไปข้อสอบภาษาไทย (ชุดที่ ๑ ) ระดับประถมศึกษาปีที่  6


1. สำนวนหมายถึงข้อใด
ก. เป็นถ้อยคำเรียบเรียงใช้พูดหรือเขียน
ข. เป็นกลุ่มคำหรือวลี
ค. เป็นประโยคบอกเล่า
ง. เป็นคำกล่าวสุนทรพจน
2. ข้อใดคือความหมายของสำนวนโวหาร
ก. ประโยคบอกเล่า
ข. ความเรียง
ค. บทความ
ง. ถ้อยคำที่มีความไพเราะ สละสลวย
3. ข้อใดเป็นสำนวนโวหาร
ก. ดาราชอบร้องเพลง
ข. น้ำพักน้ำแรง
ค. ฝนเดือนหก
ง. นกเอี้ยงเลี้ยงควาย
4. ข้อใดต่างจากพวก
ก. ยิ้มแย้มแจ่มใส
ข. กระเง้ากระงอด
ค. กบกินแมลง
ง. เข้าอกเข้าใจ
5. สำนวนเปรียบเทียบหมายถึงข้อใด
ก. พูดให้ผู้ฟังเข้าใจและเห็นภาพชัดเจน
ข. พูดให้ผู้ฟังคล้อยตาม
ค. พูดเพื่อให้ผู้ฟังหลงเชื่อ
ง. พูดเพื่อปลุกระดมผู้ฟัง
6. คำในข้อใดเป็นสำนวนเปรียบเทียบ
ก. หมาไล่ไก่
ข. ลิงกินกล้วย
ค. ใจดำเหมือนอีกา
ง. กระตุกหนวดเสือ
7. คำในข้อใด ไม่ใช่ สำนวนเปรียบเทียบ
ก. เบาเหมือนนุ่น
ข. เค็มเหมือนเกลือ
ค. ดุเหมือนหมา
ง. ลูกแมงมีตาโต
8. ถ้อยคำที่กล่าวสืบต่อกันมามีความหมายเป็นคติสอนใจ หมายถึงข้อใด
ก. สำนวนโวหาร
ข. สุภาษิต
ค. กาพย์
ง. กลอนสุภาพ

9. ถ้อยคำที่กล่าวกสืบต่อกันมาเพื่อให้ตีความเข้ากับเรื่องได้ หมายถึงข้อใด
ก. สุภาษิต
ข. สำนวนโวหาร
ค. สำนวนเปรียบเทียบ
ง. คำพังเพย
10. คำในข้อใดหมายถึง " สุภาษิต "
ก. น้ำท่วมปาก
ข. คดเคี้ยวเหมือนเขาวงกต
ค. เด็กเลี้ยงแกะ
ง. คนรักเท่าผืนหนัง คนชังเท่าผืนเสื่อ
11. "กำลังของเราน้อย จะไปสู้เขาไหวหรือ มันเข้าทำนอง..... นะเพื่อน"
ก.  เกลือจิ้มเกลือ
ข.  เอาทองรู่กระเบื้อง
ค.  หิ่งห้อยแข่งแสงจันทร์
ง.  ไม้ซีกงัดไม้ซุง
12. ข้อใดใช้สำนวนไม่ถูกต้อง
ก.  เขาต้องเสียเงินไปทีละเล็กทีละน้อย เบี้ยบ้ายรายทางไปเรื่อยๆ
ข. เขาชอบคุยคนโน้นคนนี้เป็นการเสี้ยมเขาควายให้ชนกันแท้ๆ
ค. ถามอะไรก็ไม่ตอบ กลัวดอกพิกุลจะร่วงหรืออย่างไร
ง. เขาเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียว เก็บเบี้ยใต้ถุนร้านอยู่เสมอ
13. สำนวนใดเหมาะสมที่สุดสำหรับเติมในช่องว่าง
"เขาเป็นคนฉลาด บอกเขาสั้นๆเขาก็ทำตามได้ไม่ต้อง..... "
ก. แจงสี่เบี้ย               ข. จ้ำจี้จ้ำไช
ค. ปากเปียกปากแฉะ     ง. ชักแม่น้ำทั้งห้า
14. ข้อความต่อไปนี้ตรงกับสำนวนไทยข้อใด
"ทั้งสองประเภทต่างประสบปัญหาเรื่องเดียวกัน การเข้ามาช่วยเหลือกันก็เท่ากับกำลังจะจมน้ำตายช่วยคนที่กำลังจะจมน้ำตายด้วยกัน"
ก. เตี้ยอุ้มค่อม              ข. กอดคอกันตาย
ค. เคียงบ่าเคียงไหล่        ง. ร่วมทุกข์ร่วมสุข
15. ข้อใดเหมาะสมที่จะเติมในช่องว่าง
"นกนี่แย่จริงๆ ชอบจับผิดคนอื่นเขา เรื่องเล็กก็ทำเป็นเรื่องใหญ่ ที่ตัวเองผิดล่ะก็ไม่ค่อยจะรู้ตัวบางทีก็ปิดเสียเงียบเชียว"
ก. ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวมาปิด    ข. ว่าแต่เขาอีเหนาเป็นเอง
ค. ไม่รู้ไม่ชี้                           ง. โทษคนอื่นมองเห็นเป็นภูเขา โทษของเราแลเห็นเท่าเส้นผม
16. ข้อใดใช้สำนวนถูกต้องมากที่สุด
ก. เด็กๆพวกนี้คึกคักยังกับจับปุใส่กระด้งเชียวนะ
ข. เขามีตาเป็นสับปะรดเชียวนะ เพราะฉะนั้นเราจะพูดจะทำอะไรต้องระมัดระวังเอาไว้บ้าง
ค. คนสมัยใหม่ไม่ค่อยจะเชื่อกฎแห่งกรรม แต่สำหรับฉันเชื่อว่ากรรมติดตามเราเหมือนกงจักรกับดอกบัว
ง. เราอย่าไปเอาอย่างงานศพของครอบครัวนั้นเลย ทำแต่พอสมฐานะดีกว่า เดี๋ยวจะได้เชื่อว่า
นอนตายตาไม่หลับ
17. "สองคนนี้เขารู้จุดอ่อนและเล่ห์เหลี่ยมของกันและกันเหมือน..... นั่นแหละ"
ก. เพรชตัดเพรช                     ข. คอหอยกับลูกกระเดือก
ค. ขนมพอสมน้ำยา                 ง. ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่
18. "ฉันอยากจะเลือกเขาเป็นหัวหน้าเหมือนกัน แต่ได้ยินว่าเขาเป็นคนโกงมิหนำซ้ำยังเคย
เป็นนักเลงฆ่าคนมามาก ฉันเลยรู้สึกเหมือน..... อย่างนั้นแหละ"
ก. น้ำท่วมปาก                      ข. กินน้ำเห็นปลิง
ค. แกว่งเท้าหาเสี้ยน                ง. ชักใบให้เรือเสีย
19. สำนวนในข้อใดเติมลงในช่องว่างได้เหมาะสม
"คุณจันจิรา งานชิ้นนี้ผมลงทุนไปหลายล้านนะครับ คุณจะทำแบบ..... อย่างที่ผ่านมาไม่ได้นะ"
ก. หมายน้ำบ่อหน้า                 ข. สุกเอาเผากิน
ค. ผักชีโรยหน้า                     ง. เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ
20. สำนวนใดเหมาะสมที่จะเติมลงในช่องว่าง
"คุณอุตส่าห์ทำขนมจ่ามงกุฎให้คุณหญิง แต่เพิ่งรู้ว่าท่านทำขนมนี้เก่งมาก ฉัน..... แท้ๆ"
ก. จุดไต้ตำตอ                       ข. อัฐยายซื้อขนมยาย
ค. เอามะพร้าวห้าวไปขายสวน     ง. เนื้อเต่ายำเต่า
21. สำนวนในข้อใดจะเติมลงในช่องว่างได้อย่างเหมาะสม
"ข้อสอบนี้ดูดีๆแล้วไม่ยากหรอก ตัวเลือกมันลวงอยู่นิดเดียว เฉลยแล้วต้องร้อง อ๋อนี่มัน..... แท้ๆ"
ก. ผีบังตา                            ข. หญ้าปากคอก
ค. ใกล้เกลือกินด่าง                  ง. เส้นผมบังภูเขา
22. "คุณคิดอย่างไรนะ อยากปรับปรุงทุกอย่างให้ดี มีโครงการเสียใหญ่โต แต่กลัวจะต้องใช้
เงินมากไม่กล้าลงทุน อย่างนี้เขาเรียกว่า..... "
ก. คิดเล็กคิดน้อย                    ข. ฆ่าควายเสียดายพริก
ค. กินข้าวต้มกระโจมกลาง          ง. ขี่ช้างจับตั๊กแตน
23. สำนวนใดเหมาะสมที่จะเติมลงในช่องว่าง
"ถ้าเธอทำขนมเป็นจริงๆฉันคงไม่ต้อง..... บอกวิธีทำโดยละเอียดอย่างนี้"
ก. แจงสี่เบี้ย                         ข. ชักแม่น้ำทั้งห้า
ค. สอนหนังสือสังฆราช              ง. สีซอให้ควายฟัง
24. ข้อใดใช้สำนวนการเปรียบเทียบไม่ถูกต้อง
ก. เหตุการณ์ยังไม่เกิดขึ้นอย่าทำเป็นกระต่ายตื่นตูมไปเลย
ข. เขาเป็นลูกชาวนามาก่อนแต่กลับดูถูกชาวนาเข้าทำนองวัวลืมตีน
ค. เด็กคนนี้ปัญญาไม่ดีสอนเท่าไรไม่รู้จักจำเหมือนตักน้ำรดหัวตอ
ง. เหมือนคุณบูชาโทษ ผมเป็นคนช่วยเขาแท้ๆ ยังถูกกล่าวหาว่าทำร้ายเขา
25. ผู้มีอาชีพที่คนทั่วไปนับถือ คอยแนะนำสั่งสอนคนให้เป็นคนดี แต่กลับปฏิบัติตนเอง
ในทางตรงกันข้าม คนลักษณะนี้ตรงกับสำนวนข้อใด
ก. หน้าเนื้อใจเสือ                   ข. มือถือสาก ปากถือศีล
ค. ปากหวานก้นเปรี้ยว              ง. ปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอ
26. บุคคลลักษณะใดที่จะทำให้ผู้เกี่ยวข้องด้วยเสียหายมากที่สุด
ก. ปากอย่างใจอย่าง                ข. ปากหวานก้นเปรี้ยว
ค. มือถือสากปากถือศีล             ง. ปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอ
27. "คนที่รู้อะไรด้านเดียว แล้วเข้าใจว่าสิ่งนั้นเป็นอย่างนั้น" ตรงกับสำนวนในข้อใด
ก. ตาบอดได้แว่น                    ข. ตาบอดคลำช้าง
ค. ตาบอดสอดตาเห็น               ง. ตาบอดตาใส
28. ข้อใดเป็นสำนวนทุกตัว
ก. แก้เผ็ด แก้มือ แก้ไข แก้เกี้ยว แก้ลำ       ข. คู่ปรับ คู่หู คู่มือ คู่ควร คู่ใจ
ค. มือปืน มือมืด มือขวา มืออ่อน มือรอง    ง. หน้าม้า หน้าแดง หน้าปั้น หน้าเลือด หน้าบาง
29. ข้อใดมีความหมายใกล้เคียงกับสำนวน "นกสองหัว" มากที่สุด
ก. ตีสองหน้า                        ข. จับปลาสองมือ
ค. สองฝักสองฝ่าย                   ง. เหยียบเรือสองแคม
30. "นางเห็นรูปสุวรรณอยู่ชั้นใน เอารูปเงาะสวมไว้ให้คนหลง" ความหมายแฝงข้อความข้างบนนี้ตรงกับสำนวนไทยในข้อใด
ก. น้ำขุ่นอยู่ใน น้ำใสอยู่นอก        ข ข้างนอกสุกใส ข้างในเป็นโพรง
ค. ช้างตายทั้งตัว เอาใบบัวมาปิด   ง. ข้างนอกขรุขระ ข้างในต๊ะติ๊งโหน่ง

เลือกข้อที่ถูกต้องที่สุด
31  คำถาม :     โวหารในภาษาไทยมีกี่ชนิด
.       3 ชนิด
.       4 ชนิด
.       5 ชนิด
.       6 ชนิด
32.  คำถาม :    "พ่อแม่ของธนามีอาชีพเลี้ยงเป็ดพันธุ์ไข่คราวละหลายร้อยตัว เป็ดเหล่านี้กำลังออกไข่ทุกวัน ธนาจึงตื่นแต่เช้าเก็บไข่เป็ดในเล้า ให้แม่นำไปขายที่ตลาด"  เป็นโวหารชนิดใด
.       พรรณนาโวหาร
.       บรรยายโวหาร
.       สาธกโวหาร
.        อุปมาโวหาร
33.  คำถาม :    ผิวน้ำสีขุ่นที่ถูกสายลมเย็นปลายเดือนกุมภาพันธุ์โชยพัดผ่าน ทำให้น้ำเป็นระลอกทยอยเข้ากระทบฝั่งครั้งแล้วครั้งเล่า ดงดอกหญ้าริมฝั่งที่เหี่ยวแห้งจนกลายเป็นสีน้ำตาลปะทะลมดังหวีดหวิว  เป็นโวหารชนิดใด
.       พรรณนาโวหาร
.       บรรยายโวหาร
.       อุปมาโวหาร
.        สาธกโวหาร
34  คำถาม :     ความพยายามและความตั้งใจที่จะก้าวหน้า เป็นพลังสำคัญสำหรับต่อสู้อุปสรรค และส่งเสริมบุคคลให้ทำการต่างๆได้สำเร็จ ยิ่งผู้นั้นมีความรู้สูง มีจิตใจดีเป็นพื้นฐาน ผลงานที่ทำยิ่งมีผลกว้างขวาง ปราศจากโทษและอำนวยประโยชน์แก่ตนและส่วนรวมเป็นอย่างยิ่ง  เป็นโวหารชนิดใด
.       เทศนาโวหาร
.       บรรยายโวหาร
.       พรรณนาโวหาร
.        สาธกโวหาร
 35  คำถาม :     เขารักษาความดีประดุจเกลือรักษาความเค็ม ทำให้มีแต่คนนับถือ
.       บรรยายโวหาร
.       อุปมาโวหาร
.       เทศนาโวหาร
.        สาธกโวหาร
36. ข้อใดที่ไม่ใช้โวหารภาพพจน์
 ก. ฉันไม่ใช่พระอิฐพระปูนนะ
ข.  เขามีเพชรอยู่ในมือแต่ปล่อยให้หลุดมือไปได้
 ค.  ธรรมชาติรอบข้างต่างสลดหมดความคะนองทุกสิ่งทุกอย่าง
ง.  บนเนินเขาเตี้ยๆ มีน้ำพุที่ให้น้ำตลอดฤดู ทั้งฤดูร้อนและฤดูหนาว
37.  "บุหลันเลื่อนลอยฟ้าไม่ราคี   รัศมีส่องสว่างดั่งกลางวัน
       ข้อความนี้เป็นโวหารภาพพจน์ชนิดใด ?
ก.  อุปมา
ข.  อติพจน์
ค.  อุปลักษณ์
ง.  บุคลาธิษฐาน
38. ข้อใดมีโวหารภาพพจน์เหมือนข้อความที่ว่า  " เธอเป็นทาสผู้ซื่อสัตย์ของฉัน "
ก. เธอคือสายน้ำฉ่ำใจ
ข.  เมื่อลมพัดใบไม้สะบัดโบกมือเรียกเธอ
ค.  เรือชัยไวว่องวิ่งรวดเร็วจริงยิ่งอย่างลม
ง.  รอบข้างไม่มีที่นาที่ไหนว่าง  แต่ชาวนายังอดตาย
39. ข้อใดเป็นโวหารภาพพจน์ ?
ก.  พลพายกรายพายทอง   ร้องโห่เห่โอ้เห่มา
ข.  นกแก้วแจ้วแจ่มเสียง   จับไม้เรียงเคียงคู่สอง
ค.  ไก่ฟ้ามาตัวเดียว   เดินท่องเที่ยวเลี้ยวเหลี่ยมเขา
ง.  เพียนทองงามดั่งทอง   ไม่เหมือนน้องห่มตาดพราย
40. ข้อใดเป็นโวหารภาพพจน์ชนิด  " อวพจน์ "
ก.  ร้อนตับจะแตก
ข.  รอมาสักร้อยชาติแล้ว
ค.  เหนื่อยสายตัวแทบขาด
ง.  คอยสักอึดใจเดียวเท่านั้น




โวหารภาพพจน์
                การใช้โวหารเป็นการพลิกแพลงใช้ภาษาให้แปลกออกไปจากปกติ  เพื่อให้ผู้อ่านเกิดจินตภาพ  อารมณ์  ความรู้สึก  การใช้โวหารนั้นมีหลายลักษณะ  ลักษณะต่าง ๆ เหล่านี้  เรียกกันว่า ภาพพจน์  การสร้างภาพพจน์เป็นศิลปทางภาษาขั้นสูงของการแต่งคำประพันธ์ โดยผู้แต่งใช้กลวิธีการเปรียบเทียบที่คมคายในลักษณะต่างๆ ภาพพจน์มีหลายประเภท แต่ที่สำคัญๆ คือได้แก่

๑. อุปมา เป็นการเปรียบเทียบว่าสิ่งหนึ่งเหมือนกับอีกสิ่งหนึ่ง การปรียบเทียบแบบนี้จะมีคำว่า เหมือน เสมือน ดุจ ดั่ง เพียง ราว เล่ห์ เฉก พ่าง แม้น ปาน เช่น ปรากฏอยู่ เช่น

*  ความรักเหมือนโคถึก กำลังคึกผิขังไว้     ก็โลดจากคอกไป บ่ยอมอยู่ณที่ขัง
*  ทนต์แดงดั่งแสงทับทิม เพริศพริ้มเพรารับกับขนง  (อิเหนา)
* ปางเมื่อท้าวเธอจะยกสองดรุณเรศผู้ลูกรัก ราวกะจะแขวะควักซึ่งดวงเนตรทั้งสองข้างวางไว้ในมือพราหมณ์

๒. อุปลักษณ์ เป็นการเปรียบสิ่งหนึ่ง เป็น หรือ คือ อีกสิ่งหนึ่ง ซึ่งอาจจะละคำว่า เป็น และ คือ ก็ได้ เช่น


*   ถึงห้วยโป่งเห็นธารละหานไหล คงคาใสปลาว่ายคล้ายคล้ายเห็น
    มีกรวดแก้วแพรวพรายรายกระเด็น บ้างแลเห็นเป็นสีบุษราคัม
    (นิราศเมืองแกลง) บางครั้งภาพพจน์แบบอุปลักษณ์ไม่มีคำกริยา "คือ" และ "เป็น" ให้สังเกต เราจะต้องตีความเอาเอง เช่น

*   ก้มเกล้าเคารพอภิวาท พระปิ่นภพภูวนาถนาถา
    ยับยั้งคอยฟังพระวาจา จะบัญชาให้ยกโยธี
    (อิเหนา)
*เมื่อแรกเชื่อว่าเนื้อทับทิมแท้ มาแปรเป็นพลอยหุงไปเสียได้
*ทั้งแปดทิศก็มืดมนมัวทุกหนแห่ง ทั้งขอบฟ้าก็ดาษแดงเป็นสายเลือด ไม่เว้นวายหายเหือดเป็นลางร้ายไปรอบข้าง

ภาษาอุปลักษณ์ นอกจากจะปรากฎในงานประพันธ์แล้ว ยังปรากฎใช้ในภาษาชีวิตประจำวัน เช่น ศึกฟุตบอลโลก ไฟสงคราม ตะเข็บชายแดน ในที่นี้ กวีเปรียบน้ำค้างมีประกายวาวเหมือนประกายของเพชรน้ำงาม และเปรียบหญ้าเป็นผืนพรม เพื่อทำให้ผู้อ่านเกิดจินตภาพชัดเจน  "น้ำตาหลั่งเป็นสายเลือด" ข้อความนี้มิได้มุ่งหมายจะเปรียบลักษณะของน้ำตาว่าเหมือนสายเลือด  แต่เน้นย้ำเชิงปริมาณว่าร้องไห้ใจจะขาด ดังนั้น "น้ำตาหลั่งเป็นสายเลือด" ประโยคนี้จึงเป็นอติพจน์

๓. บุคคลวัต บุคคลสมมุติ หรือ บุคลาธิษฐาน เป็นการสมมุติสิ่งต่าง ๆ ให้มีกริยา อาการ ความรู้สึกต่าง ๆ เหมือนมนุษย์ เช่น ดวงตะวัน แย้มยิ้ม, สายลมโลมไล้เอาอกเอาใจ
* เสียงซากอิฐปูนสะอื้น สะเทือนพื้นสุธาไหว



* พฤกษาลดามาลย์ต้นไม้แต่งตัว อยู่ในม่านมัวของหมอกคราม
* น้ำเซาะหินรินรินหลากไหล ไม่หลับเลยชั่วฟ้าดินสลาย

๔. อติพจน์ อธิพจน์ หรือ อวพจน์ เป็นการกล่าวที่เกินจริงหรือน้อยกว่าจริง เพื่อเน้นอารมณ์ความรู้สึก เช่น

*จะว่าโศกโศกอะไรที่ในโลก ไม่เท่าโศกใจหนักเหมือนรักสมร
*จะว่าหนักหนักอะไรในดินดอน ถึงสิงขรก็ไม่หนักเหมือนรักกัน
สัญลักษณ์ เป็นการใช้สิ่งหนึ่งแทนอีกสิ่งหนึ่งที่มีคุณสมบัติบางอย่างร่วมกัน ทุกคนในสังคมรู้จักสิ่งที่เอามาเปรียบ เช่น


หงส์ - คนชั้นสูง กา - คนชั้นต่ำ
ภุมรา - ผู้ชาย ดอกไม้ - ผู้หญิง


การอ่านครั้งที่ 1 เทอม 2/2554

นักเรียนชั้นป.6 ทุกคน (6/1  6/2  6/4 และ 6/5)

ในเดือนธันวาคมนี้ กำหนดให้ทุกคนอ่านหนังสือส่งเสริมการอ่าน โดยมีกติกา เหมือนเดิม คือ
1. ส่งใบเลือกหนังสือ (ภายในวันที่ 9 ธันวาคม 2554)
2. กำหนดส่ง บันทึกการอ่าน (ภายในวันที่ 20 ธันวาคม 2554)
สามารถ ดูแบบบันทีกการเลือกหนังสือ และบันทึกการอ่านได้จากเว็บไซด์นี้

ข้อควรปฏิบัติ
1.  นักเรียนควรเริ่มอ่านหนังสือได้แล้ว ใครยังไม่มีหนังสืออ่าน ถือว่าค่อนข้างช้า เดือนนี้วันหยุดมาก มีเวลาอ่าน
2.   ครูจะให้นักเรียน มาสรุปหนังสือที่อ่านในห้องเรียน และคัดหนังสือที่น่าสนใจ นำไปเผยแพร่ต่อไป
3. หนังสือที่เลือก ต้องไม่มีภาพมาก และมีจำนวนไม่ต่ำกว่า 200 หน้า เป็นหนังสือที่มีประโยชน์พอสมควร ไม่ใช่นวนิยาย แต่อาจเป็นหนังสือที่ได้รับรางวัลได้ หรือเป็นวรรณกรรมเด็ก แต่ไม่ใช่นิทาน (อย่าลืม เลือกที่อยากอ่าน และสนุกสำหรับเรา )

ตัวอย่างงาน การบันทึกการอ่าน ครั้งที่ 2

Saturday, November 26, 2011

ตัวอย่างชิ้นงานที่ ๓ โวหารจากบทเพลง



อีกหนึ่งตัวอย่าง ทีีสามารถบอก ความแตกต่าง ของโวหารได้ดี จากบทเพลง

Tuesday, November 22, 2011

ภาษาไทยน่ารู้เรื่อง...สำนวนโวหาร...


                       โวหาร หมายถึง การใช้ถ้อยคาอย่างมีชั้นเชิง เป็นการแสดงข้อความออกมาในทานองต่างๆ เพื่อให้ข้อความได้เนื้อความดี มีความหมายแจ่มแจ้ง เหมาะสมน่าฟัง ในการเขียนเรื่องราวอาจใช้โวหารต่างๆ กัน แล้วแต่ชนิดของข้อความ
  ( สมถวิล วิเศษสมบัติ. ๒๕๔๔ : ๑๒๙)
สำนวนโวหารในภาษาไทย ที่แบ่งออกเป็น 5 ประการ
1. บรรยายโวหาร
2. พรรณนาโวหาร
3. เทศนาโวหาร
4. สาธกโวหาร
5. อุปมาโวหาร
บรรยายโวหาร  คือ โวหารที่ใช้เล่าเรื่อง หรืออธิบายเรื่องราวต่าง ๆ ตามลำดับเหตุการณ์ การเขียนบรรยายโวหาร จะมุ่งความชัดเจน เขียน ตรงไปตรงมา รวบรัด กล่าวถึงแต่สาระสำคัญไม่จำเป็นต้องมีพลความ หรือความปลีกย่อยเสริม
ในการเขียนทั่ว ๆไปมักใช้การบรรยายโวหาร เพราะเหมาะในการติดต่อสื่อสารเนื่องจากสำนวนประเภทนี้มุ่งสาระเขียนอย่างสั้น ๆได้ความชัดเจน งานเขียนที่ควรใช้การเขียนอธิบายประเภทต่าง ๆเช่น เขียนรายงานวิทยานิพนธ์ ตำรา บทความ การเขียนเพื่อเล่าเรื่อง เช่น บันทึก จดหมายเหตุ การเขียนเพื่อแสดงความคิดเห็นประเภทบทความเชิงวิจารณ์ ข่าว เป็นต้น
หลักการเขียนบรรยายโวหาร
1. เรื่องที่เขียนต้องเป็นเรื่องจริง ผู้เขียนควรมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่จะเขียนเป็นอย่างดี โดยอาจรู้มาจากประสบการณ์ หรือการค้นคว้าก็ได้
2. เลือกเขียนเฉพาะสาระสำคัญ ไม่เน้นรายละเอียด แต่เขียนตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม
3. ใช้ภาษาให้เข้าใจง่าย หากต้องการจะกล่าวให้ชัดอาจใช้อุปมาโวหารและสาธกโวหารเข้าช่วยได้บ้าง แต่ต้องไม่มากจนส่วน ที่เป็นสาระสำคัญกลายเป็นส่วนด้อยไป
ตัวอย่าง
     “ฉันยืนต้นอยู่ในป่าลึก ฉันมีลำต้นสูงใหญ่ กิ่งก้านใบแน่นหนาและแผ่กว้าง แสงอาทิตย์ ไม่อาจส่องลอดได้ เบื้องล่างจึงร่มรื่น ลำธารน้อย ๆ ไหลผ่านใกล้ลำต้นฉันไป น้ำในลำธาร ใสจนเห็นกรวดทราย ท้องธารและปลาว่ายเวียน ทุกวันจะมีสัตว์ป่านานาชนิดมากินน้ำ ที่ลำธารสายนี้ บางตัวจะอาศัยใต้ร่มใบของฉันนอนหลับอย่างเป็นสุข
                                                  (จาก ฉันคือต้นไม้ ของไมตรี ลิมปิชาติ)
พรรณนาโวหาร  มีจุดมุ่งหมายในการเขียนต่างจากบรรยายโวหาร คือมุ่งให้ความแจ่มแจ้ง ละเอียดลออ เพื่อให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์ซาบซึ้งเพลิดเพลินไปกับข้อความนั้นการเขียนพรรณนาโวหารจึงยาวกว่าบรรยายโวหารมาก แต่มิใช่การเขียนอย่างเยิ่นเย้อ เพราะพรรณนา-โวหารต้องมุ่งให้ภาพ และอารมณ์
ดังนั้น จึงมักใช้การเล่นคำ เล่นเสียง ใช้ภาพพจน์ แม้เนื้อความที่เขียนจะน้อยแต่เต็มด้วยสำนวนโวหารที่ไพเราะ อ่านได้รสชาติ
หลักการเขียนพรรณนาโวหาร
1. ต้องใช้คำดี หมายถึง การเลือกสรรถ้อยคำ เพื่อให้สื่อความหมาย สื่อภาพ สื่ออารมณ์เหมาะสมกับเนื้อเรื่องที่ต้องการบรรยาย ควรเลือกคำ ที่ให้ความหมายชัดเจน ทั้งอาจต้องเลือกให้เสียงคำสัมผัสกันเพื่อเกิดเสียงเสนาะอย่างสัมผัสสระ สัมผัสอักษร ในงานร้อยกรอง
2. ต้องมีใจความดี แม้จะพรรณนายืดยาว แต่ใจความต้องมุ่งให้เกิดภาพ และอารมณ์ความรู้สึกสอดคล้องกับเนื้อหาที่กำลังพรรณนา
3. อาจต้องใช้อุปมาโวหาร คือ การเปรียบเทียบเพื่อให้ได้ภาพชัดเจน และมักใช้ศิลปะการใช้คำที่เรียกว่า ภาพพจน์ประเภทต่าง ๆ ทั้งนี้เป็นวิธีการที่จะทำให้พรรณนาโวหารเด่น ทั้งการใช้คำ และการใช้ภาพที่แจ่มแจ้ง อ่านแล้วเกิดจินตนาการและความรู้สึกคล้อยตาม
4. ในบางกรณีอาจต้องใช้สาธกโวหารประกอบด้วย คือ การยกตัวอย่างเพื่อให้เกิดความแจ่มแจ้ง โดยยกตัวอย่างสิ่งที่ละม้ายคล้ายคลึงกัน เพื่อให้เกิดภาพและอารมณ์เด่นชัดพรรณนาโวหารมักใช้กับการชมความงามอื่น ๆ เช่น ชมสถานที่ สรรเสริญบุคคล หรือใช้พรรณนาอารมณ์ ความรู้สึก เช่น รัก เกลียด โกธร แค้น เศร้าสลด เป็นต้น
          ผจงจารพิจิตรแย้ม
ประจำยาม
     ประดับประดาดาม
ดอกแก้ว
     ฟื้นผนังคัดนาค์คราม
คัดดอก
     ขนัดขนดม่วงแพร้ว
เพริศพริ้งชมภู
                              (จาก ชักม้า ชมเมือง ของ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์)
เทศนาโวหาร  หมายถึง โวหารที่มีจุดหมายแสดงความแจ่มแจ้งเพื่อให้ผู้อ่านคล้อยตามหรืออาจกล่าวได้ว่ามุ่งชักจูงให้ผู้อ่าน คิดเห็นหรือคล้อยตามความคิดเห็นของผู้เขียนเทศนาโวหาร จึงยากกว่าโวหารที่กล่าวมาแล้วทั้ง 2 โวหาร เพราะต้องใช้กลวิธีในการชักจูงใจ
หลักการเขียนเทศนาโวหาร  การเขียนเทศนาโวหารต้องใช้โวหารประเภทต่าง ๆ มาประกอบ กล่าวคือทั้งใช้บรรยายโวหาร พรรณนาโวหาร รวมทั้งอุปมาโวหาร และ สาธกโวหารด้วย ทั้งนี้เพื่อให้ใจความชัดเจนแจ่มแจ้ง มีทั้งความหลักและความรองเป็นที่เข้าใจจนเกิดความรู้สึกนึกคิดคล้อยตามผู้เขียน ไปได้หากเป็นการแสดงความคิดเห็นควรอธิบายทั้งด้านที่เป็นประโยชน์และโทษ หรือแสดงเหตุและผลการเขียนเทศนาโวหาร
ผู้เขียนต้อง มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่เขียนเป็นอย่างดี สามารถอธิบายอย่างชัดเจน ทั้งควรพรรณนาให้เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ต้องรู้จักใช้เหตุผล และหลักฐานสนับสนุนความคิดเห็นที่ตนเสนอด้วย การลำดับความให้สัมพันธ์กันอย่างมีเหตุผลจึงเป็นหลักสำคัญอีกประการหนึ่ง ในการเขียนเทศนาโวหารโดยทั่วไปมักเข้าใจกันว่า เทศนาโวหาร แปลว่า โวหารที่มุ่งสั่งสอน โดยตีความคำว่าเทศนา ว่าสั่งสอน
ความจริงเทศนาในที่นี้ หมายถึง แสดง กล่าวคือ แสดงอย่างแจ่มแจ้งเพื่อให้เห็นคล้อยตาม รูปแบบงานเขียนที่ควรใช้เทศนาโวหารคือ งานเขียนประเภทบทความชักจูงใจ หรือบทความแสดงความคิดเห็น ความเรียง เป็นต้น
          แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์
มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด
     ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด
ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน
     มนุษย์นี้ที่รักอยู่สองสถาน
บิดามารดารักมักเป็นผล
     ที่พึ่งหนึ่งพึ่งได้แต่กายตน
เกิดเป็นคนคิดเห็นจึงเจรจา
     แม้นใครรักรักมังชังชังตอบ
ให้รอบคอบคิดอ่านนะหลานหนา
     รู้อะไรใดไม่สู้รู้วิชา
รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี
                                                           
 (พระอภัยมณี)

สาธกโวหาร  คือ โวหารที่มุ่งให้ความชัดเจน โดยการยกตัวอย่างเพื่ออธิบายให้แจ่มแจ้งหรือสนับสนุนความคิดเห็นที่เสนอให้หนักแน่น น่าเชื่อถือ สาธกโวหารเป็นโวหารเสริม บรรยายโวหาร พรรณนาโวหาร และเทศนาโวหารเช่นการเลือกยกตัวอย่างมีหลักที่ควรเลือกให้เข้ากับเนื้อความ อาจยกตัวอย่างสั้น ๆ ในบรรยายโวหารหรืออาจยกตัวอย่างที่มีรายละเอียดประกอบในพรรณนาโวหาร และเทศนาโวหาร เป็นต้น
ในการเขียนข้อเขียนต่าง ๆควรรู้จักเลือกใช้โวหารให้เหมาะกับจุดมุ่งหมายในการเขียนและเนื้อหาในบางโอกาส อาจต้องใช้โวหารหลายชนิดในงานเขียนชิ้นหนึ่งก็ได้ หลักสำคัญอยู่ที่ว่าต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับโอกาส จุดมุ่งหมายและเขียนได้อย่างถูกต้อง ตามลักษณะโวหารนั้น ๆ
เป็นมนุษย์สุดดีที่ทำชอบ
จงประกอบกรรมดีไว้ไม่สูญหาย
มีเรื่องจะทำดีได้มากมาย
อย่าเหนื่อยหน่ายท้อใจใฝ่ทำดี
วีรชนของไทยใจกล้าหาญ
ได้ต่อสู้ศัตรูพาลสมศักดิ์ศรี
แม่ย่าโมท้าวสุรนารี
ยอดสตรีนามระบือลือทั่วไทย
                                                                                                                                                           (สุจริต เพียรชอบ)

อุปมาโวหาร  หมายถึง โวหารเปรียบเทียบ โดยกตัวอย่าง สิ่งที่คล้ายคลึงกันมาเปรียบเพื่อให้เกิดความชัดเจนด้านความหมาย ด้านภาพ และเกิดอารมณ์ ความรู้สึกมากยิ่งขึ้น กล่าวได้ว่าอุปมาโวหาร คือ ภาพพจน์ประเภทอุปมานั่นเอง อุปมาโวหารใช้เป็นโวหารเสริม บรรยายโวหาร พรรณนาโวหาร และเทศนาโวหาร เพื่อให้ชัดเจนน่าอ่าน โดยอาจเปรียบเทียบอย่างสั้น ๆ หรือเปรียบเทียบอย่างละเอียดก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอุปมา โวหารนั้นจะนำไปเสริมโวหารประเภทใด
          ความรักเหมือนโรคา
บันดาลตาให้มืดมน
          ไม่ยินและไม่ยล
อุปสรรคคะใดใด
          ความรักเหมือนโคถึก
กำลังคึกผิขังไว้
          ก็โลดจากคอกไป
บ่ย่อมอยู่ ณ ที่ขัง
                                                                (พระนลคำหลวง)

          ประโยชน์ในการศึกษาสำนวนโวหาร

1. ทำให้ใช้ภาษาในการเขียน ความเรียงต่างๆ ได้ดีขึ้น เป็นการช่วยเพิ่มคุณค่าให้กับความ เรียงที่เขียนขึ้น

2. ทำให้ได้คติสอนใจ ในด้านต่างๆ เช่น
                - ด้านการเรียน ตัวอย่างๆ “รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม” “ฝนทั่งให้เป็นเข็ม” “ความรู้ท่วม หัวเอาตัวไม่รอด”

               - ด้านการคบค้าสมาคม ตัวอย่าง “คบคนให้ดูหน้า ซื้อผ้าให้ดูเนื้อ” “คบเด็กสร้างบ้าน คบหัวล้านสร้างเมือง”
              - ด้านการครองเรือน ตัวอย่าง “ความในอย่านำออก ความนอกอย่านำเข้า” “ปลูกเรือนตามใจผู้อยู่ ปลูกอู่ตามใจผู้นอน”
              - ด้านความรัก ตัวอย่าง “ยามรักน้ำต้มผักก็ว่าหวาน” “รักยาวให้บั่น รักสั้นให้ต่อ” “รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี”
3. ทำให้ทราบความเป็นอยู่ของคนในสังคม ในสมัยที่เกิดสำนวนโวหารนั้น ว่ามีความเป็นอยู่ อย่างไร เช่น “อัฐยายซื้อขนมยาย” “แบ่งสันปันส่วน” “หมูไปไก่มา"
4.เป็นการรักษาวัฒนธรรมทางภาษาอันเป็นมรดกที่ล้ำค่าของไทยไว้ให้ลูกหลานภาคภูมิใจ