Monday, May 30, 2011
Saturday, May 28, 2011
จำนวนรูปสระ
สืบเนื่องจากมีคำถามว่า รูปสระ และเสียงสระ มีกี่รูป กี่เสียง เพราะในตำราบางเล่ม ก็ยังเป็นข้อมูลเดิม จึงขอแจงตามการรับรู้จาก การสืบค้น และได้พูดคุยมาดังนี้
1) ประเด็นจำนวนรูปสระ
ส่วนใหญ่จะเคยเรียนกันมาว่า สระของภาษาไทยมีรูปสระจำนวน 21 รูป พิจารณาให้ดีและคำนึงถึงข้อเท็จจริงตามความรับรู้ของผู้เรียนภาษาไทย จะพบว่า รูปสระในภาษาไทยมีจำนวนมากถึง 37 รูป
ตามตำราหลักภาษาไทยดั้งเดิม อธิบายว่า สระในภาษาไทยมี 21 รูป เช่น วิสรรชนีย์ ลากข้าง พินทุ์อิ ฝนทอง ฟันหนู ฯลฯ วิธีพิจารณาจำนวนรูปสระแบบเดิมนี้ สร้างความยุ่งยากและไม่สอดคล้องกับการรับรู้ของผู้เรียน เช่น อธิบายว่า รูปสระเอีย (เ -ี ย) เป็นรูปสระ 4 รูปประกอบกัน คือ 1. ไม้หน้า (เ-) 2. พินธุ์อิ ( -ิ ) 3. ฝนทอง ( -่ ) 4. ตัว -ย คำอธิบายเช่นนี้นับว่ายุ่งยากควรสังเกตว่า เมื่อเรียนคำว่า เสีย ก็เรียนกันแต่เพียงว่า ส เสือ ประสมกับสระ เ -ี ย ไม่ใช่ ส เสือ ประสมกับ ไม้หน้า (เ-) พินธุ์อิ ( -ิ ) ฝนทอง ( -่ ) ตัว -ย
คณะผู้จัดทำหนังสืออุเทศภาษาไทยเห็นความยุ่งยากดังกล่าว จึงพิจารณาตามจริงว่า เ -ี ย เป็นรูปสระเพียงรูปเดียว แทนเสียงสระเอีย แตกต่างกับรูป เ- ซึ่งแทนเสียงสระเอ แตกต่างกับรูป -ี ซึ่งแทนเสียงสระอี และแตกต่างกับรูปสระอืที่ไม่มีตัวสะกด คือ สระอืแบบมีตัว อ เคียง ( -ือ ) เช่นคำว่า คือ ลือ มือ และรูปสระอืที่ไม่มีตัวสะกด คือ สระอือแบบไม่มี อ เคียง ( -ือ ) เช่นคำว่า คืบ ลืม มืด รวมทั้งแตกต่างกับรูปสระอื่นๆ อีกหลายรูป
หากพิจารณาว่า เ -ี ย เป็นรูปสระที่ 1 แทนเสียงสระ เอีย
เ- เป็นรูปสระที่ 2 แทนเสียงสระ เอ
-ี เป็นรูปสระที่ 3 แทนเสียงสระ อี
-ือ เป็นรูปสระที่ 4 แทนเสียงสระ อื แบบไม่มีตัวสะกด
-ื เป็นรูปสระที่ 5 แทนเสียงสระ อื แบบมีตัวสะกด
และเมื่อใช้วิธีแบบเดียวกันนี้นับไปเรื่อยๆ จะพบข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า สระในภาษาไทยมีรูปที่แตกต่างกันจำนวน 37 รูป ที่สำคัญหนังสืออุเทศภาษาไทย เล่ม 1 มีเจตนาเพียงแสดงให้เห็นข้อเท็จจริงนี้ มิได้มีเจตนาให้ครูสอนให้นักเรียนท่องจำว่า รูปสระในภาษาไทยมี 37 รูป และทั้ง 37 รูปมีอะไรบ้าง
ประเด็นนี้ไม่ใช่ประเด็นใหม่ที่หนังสืออุเทศภาษาไทยนำเสนอ แต่เป็นประเด็นที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอครั้งแรกในหนังสือแบบเรียนภาษาไทยชั้นมัธยมศึกษาปีที่ที่ 6 นานเกือบ 30 ปีมาแล้ว ในหนังสือแบบเรียนภาษาไทยชุด ภาษาพิจารณ์ เล่ม 1 ท 605 ซึ่งใช้มาตั้งแต่หลักสูตรปี พ.ศ. 2524 คณะกรรมการที่จัดทำหนังสือแบบเรียนชุดนี้ไม่มีผู้ใดเป็นคณะกรรมการจัดทำหนังสืออุเทศภาษาไทย แต่นักวิชาการทั้ง 2 กลุ่มต่างก็เห็นสอดคล้องกันว่า อาจนับว่าภาษาไทยมีเสียงสระเพียง 21 เสียงได้ ไม่นับเสียงสระเอียะ สระเอือะ และสระอัวะ แม้นักเรียนที่เริ่มเรียนภาษาไทยเป็นครั้งแรกจะท่องจำกันมาว่า สระเอียะ-สระเอีย, สระเอือะ-สระเอือ, สระอัวะ-สระอัว เป็นสระที่แตกต่างกัน 6 สระก็ตาม
เหตุผลที่พิจารณาให้สระประสมในภาษาไทยมีเพียง 3 เสียง คือมีแต่สระเอีย สระเอือ สระอัว ไม่นับสระเอียะ สระเอือะ สระอัวะ มีดังนี้
2.1 คำในภาษาไทยจำนวนมาก บางคนอาจออกเป็นเสียงสระเอียะ สระเอือะ สระอัวะ ในขณะที่บางคนกลับออกเป็นเสียงสระเอีย สระเอือ สระอัว เช่นคำว่า เรียง บางคนอาจออกเป็นเสียงสระเอียะ บางคนอาจออกเป็นเสียงสระเอีย คำว่า เดือน บางคนอาจออกเป็นเสียงสระเอือะ บางคนอาจออกเป็นเสียงสระเอือ คำว่า ดวง บางคนอาจออกเป็นเสียงสระอัวะ แต่บางคนอาจออกเป็นเสียงสระอัว สุดแท้แต่จะออกโดยใช้เวลาสั้นๆ เป็นสระเสียงสั้น หรือออกโดยใช้เวลานานขึ้น เป็นสระเสียงยาว
2.2 เมื่อพิจารณาคำที่มีตัวสะกดและอยู่ในชุดผันวรรณยุกต์เอก วรรณยุกต์โท ประกอบด้วย จะเห็นได้ชัดว่า แม้ว่าจะเขียนด้วยรูป เ -ี ย, เ -ื อ, -ั ว แต่บางคำก็ออกเสียงสระเป็นเสียงสั้นกว่าสระอื่นๆ ในชุดเดียวกัน คือออกเป็นเสียงสระเอียะ สระเอือะ หรืออัวะ ปนอยู่กับสระเอีย สระเอือ สระอัว ไม่สามารถหาคำในชุดเดียวกันที่ออกเป็นเสียงสระเอียะ สระเอือะ สระอัว ทั้งหมดได้ เช่น
เลียง-เลี่ยง-เลี้ยง ออกเสียงคำว่า เลี่ยง เป็นเสียงสั้น คือเสียงสระเอียะ ทั้งๆ ที่ใช้รูปเหมือนสระเอีย ในขณะที่ เลียง กับ เลี้ยง ออกเป็นเสียงสระเอีย ซึ่งเป็นสระเสียงยาว
เรือง-เรื่อง-เรื้อง ออกเสียงคำว่า เรื่อง เป็นเสียงสั้น คือเสียงสระเอือะ ทั้งๆ ที่ใช้รูปเหมือนสระเอือ ในขณะที่ เรือง กับ เรื้อง ออกเป็นเสียงสระเอือ ซึ่งเป็นสระเสียงยาว
หวง-ห่วง-ห้วง ออกเสียงคำว่า ห่วง เป็นเสียงสั้น คือเสียงสระอัวะ ทั้งๆ ที่ใช้รูปเหมือนสระอัว ในขณะที่ หวง กับ ห้วง ออกเป็นเสียงสระอัว ซึ่งเป็นสระเสียงยาว
2.3 เป็นเหตุผลที่สำคัญที่สุด ในภาษาไทยไม่มีคำแม้แต่คำเดียวที่ใช้สระเอือะโดยไม่มีตัวสะกด ส่วนคำที่ใช้สระเอียะและสระอัวะโดยไม่มีตัวสะกด พบจำกัดอยู่เพียงคำไม่กี่คำ คำที่พบล้วนแต่สามารถทำนายล่วงหน้าได้ว่าถ้าไม่เป็นคำยืมจากภาษาจีนแต้จิ๋วก็จะเป็นคำเลียนเสียงเท่านั้น ตามปรกติทั้งคำยืมและคำเลียนเสียงต่างก็เป็นคำที่มีลักษณะพิเศษ แตกต่างกับคำอื่นๆ ในระบบใหญ่ของภาษาซึ่งเป็นไปตามลักษณะทั่วไปและอธิบายได้ด้วยกฎทั่วไป เมื่อสรุปเป็นกฎทั่วไป จึงสรุปว่าภาษาไทยไม่มีเสียงสระเอียะ สระเอือะ และสระ อัวะ มีเพียงสระเอีย สระเอือ สระอัวเท่านั้น ถือว่า สระเอียะกับสระเอียเป็นเสียงเดียวกัน สระเอือะกับสระเอือเป็นเสียงเดียวกัน และสระอัวะกับสระอัวก็เป็นเสียงเดียวกัน ทางวิชาการถือว่า สระเอียะเป็นเสียงแปรของสระเอีย สระเอือะเป็นเสียงแปรของสระเอือ สระอัวะเป็นเสียงแปรของสระอัว
3) ประเด็นสระ -า, ไ-, ใ-, เ-า
-า, ไ-, ใ-, เ-า นั้นเป็นเพียงรูปสระ ไม่ใช่เสียงสระ ไม่นับเข้าเป็นเสียงสระหรือหน่วยเสียงสระในภาษาไทยย่อมเป็นเรื่องถูกต้อง ที่กล่าวว่า -า, ไ-, ใ-, เ-า ไม่ใช่เสียงสระในภาษาไทย ทุกคนสามารถสังเกตได้ด้วยตนเองว่า
ก. คำที่ใช้รูป -า โดยทั่วไปออกเสียงเหมือนคำที่เขียนด้วยรูป -ัม คือเป็นเสียงสระอะ มีเสียง ม สะกด เช่น กำ-กัมมะ, รำ-รัมภา, สำ-สัมมนา แต่บางกรณีออกเสียงสระอา มีเสียง ม ม้าสะกดได้ เช่น น้ำ ออกเสียงเหมือน น้าม
ข. คำที่ใช้รูป ไ- และ ใ- โดยทั่วไปออกเสียงเหมือนคำที่เขียนด้วยรูป -ัย คือเป็นเสียงสระอะ มีเสียง ย สะกด เช่น ไช-ชัย, ไอ-อัยกา, ไห-ให้-หัย[1] แต่บางกรณีออกเสียงสระอา มีเสียง ย สะกดได้ เช่น ไหว้ ออกเสียงเหมือน ว่าย
ค. คำที่ใช้รูป เ-า โดยทั่วไปออกเป็นเสียงสระอะ มีเสียง ว สะกด เช่น เทา เกา เจ่า แต่บางกรณีออกเสียงเหมือนคำที่เขียนด้วยรูป -าว คือเป็นสระอา มีเสียง ว สะกดได้ เช่น เท้า ออกเสียงเหมือน ท้าว, เก้า ออกเสียงเหมือน เก้า, เจ้า ออกเสียงเหมือน จ้าว
สรุปว่า -า, ไ-, ใ-, เ-า เป็นเพียงรูปสระ ไม่ใช่เสียงสระนับว่าสอดคล้องกับข้อเท็จจริงเป็นอย่างยิ่ง แม้แต่ตำราหลักภาษาไทยของพระยาอุปกิตศิลปสารก็กล่าวว่า เสียงแท้จริงของสระ -า, ไ-, ใ-, เ-า เป็นเสียงสระอะ
ภาษาศาสตร์คือศาสตร์แห่งการเรียนรู้ภาษา เป็นศาสตร์ที่สังเกตและศึกษาปรากฏการณ์ของภาษาแล้วอธิบายตามปรากฏการณ์จริงที่สังเกตได้ วิธีการศึกษาจึงเป็นวิธีการเดียวกับวิธีการทางวิทยาศาสตร์ วิธีศึกษาภาษาแบบเดียวกันนี้เจริญขึ้นในอินเดียโบราณก่อนชาติตะวันตก และตะวันตกก็ได้อิทธิพลมาและนำมาพัฒนาต่อจนแพร่หลาย ตำราภาษาไทยโบราณบางเล่มก็มีเนื้อหาที่สอดคล้องกับหลักการทางภาษาศาสตร์อยู่ไม่น้อยแม้จะเขียนขึ้นในขณะที่วิชาภาษาศาสตร์ยังไม่เจริญหรือยังไม่แพร่หลายก็ตาม เช่น ตำราจินดามณีฉบับพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ตำราหลักภาษาไทยของพระยาอุปกิตศิลปสาร
หนังสืออุเทศภาษาไทย ชุดบรรทัดฐานภาษาไทย เป็นหนังสือที่หน่วยงานที่จัดทำหวังให้เป็นหนังสืออ้างอิงและขยายพรมแดนความรู้ของครูภาษาไทย คณะผู้จัดทำหนังสือประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิมากมาย เช่น ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. กาญจนา นาคสกุล ราชบัณฑิตสาขาภาษาไทย ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. วิจินตน์ ภาณุพงศ์ อดีตอาจารย์ภาควิชาภาษาไทยและผู้ก่อตั้งภาควิชาภาษาศาสตร์แห่งแรกในประเทศไทย ศาตราจารย์กิตติคุณปรีชา ช้างขวัญยืน ราชบัณฑิตและอดีตประธานสภาวิจัยแห่งชาติ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. อมรา ประสิทธิ์รัฐสินธุ์ เมธีวิจัยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงอื่นอีกหลายท่าน ทั้งจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เนื้อหาในหนังสืออุเทศภาษาไทยชุดบรรทัดฐานภาษาไทยนั้น หลายหัวข้อผู้ทรงคุณวุฒิเหล่านี้ได้ถกเถียงและอภิปรายกันเป็นเวลานานจนได้ข้อสรุปร่วม ได้ร่าง ปรับ และแก้ไขและขัดเกลาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อให้ได้เนื้อหาที่ถูกต้อง สอดคล้องกับลักษณะและธรรมชาติที่แท้จริงของภาษาไทย และไม่ให้ยากเกินกว่าที่ครูจะศึกษาด้วยตนเอง
ลักษณะและกฎเกณฑ์ต่างๆ ของภาษาไทยที่อธิบายไว้ในหนังสืออุเทศภาษาไทย ล้วนแต่อธิบายภาษาไทย “ตามที่เป็นจริง” ด้วยกรอบความคิดที่ชัดเจน เป็นเหตุเป็นผล หลีกเลี่ยงการกำหนดหลักเกณฑ์ของภาษาไทยขึ้นตามอำเภอใจ และกำหนดหลักเกณฑ์ที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง
การนับสระเอือะ เป็นเสียงสระของภาษาไทย ทั้งๆ ไม่พบว่ามีคำใดในภาษาไทยใช้สระเสียงนี้ หรือนับว่า -า, ไ-, ใ-, เ-า เป็นเสียงสระต่างหาก 4 เสียง ทั้งๆ ที่คำทั้งหมดที่ใช้รูปสระ -า, ไ-, ใ-, เ-า จะออกเป็นเสียงสระอะ หรือบางกรณีเป็นเสียงสระอา จัดว่าเป็นการอธิบายลักษณะของภาษาไทยที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงของภาษาไทย
การอธิบายภาษาไทยด้วยกรอบความคิดที่เป็นระบบและคำนึงถึงลักษณะที่แท้จริงของภาษาไทยให้มากที่สุด จึงไม่ใช่การจับทฤษฎีของตะวันตกเข้ามาใส่ในภาษาไทยอย่างโดยไม่พิจารณาด้วยแต่อย่างใด
อนันต์ เหล่าเลิศวรกุล
อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
กรรมการฝ่ายวิชาการสมาคมครูภาษาไทยแห่งประเทศไทย
กรรมการผู้เรียบเรียงและกรรมการบรรณาธิการหนังสืออุเทศภาษาไทย
Tuesday, March 8, 2011
คะแนน 35 ของเทอม 2
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/4 และ 6/5
ครูได้นำคะแนนภาคปฎิบัติ 35 คะแนน ของเทอม 2 มาให้นักเรียนดู และถ้าใครคิดว่า
ตนเองหลงลืมงาน หรือการบ้านอะไร ที่ค้าง ก็ขอให้ติดต่อมา ภายในวันศุกร์ที่ 11 มีนาคม 2554
เพราะครูจะตัดเกรด ของนักเรียนในสัปดาห์นี้ หลังจากนี้จะไม่มีการแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
ชื่อ ใบงาน ครั้งที่1 ครั้งที่2 แฟ้ม สมุด ดาว รวม เต็ม
220 40 40 20 20 10 350 35
เด็กชายกร คุณาภิรักษ์สกุล 97.36 22.5 28 10 15 10 182.86 18
เด็กชายกองทัพ อรุณรักษ์วิลาส 139.45 24 34 10 15 10 232.45 23
เด็กชายเฉลิมพงศ์ ภิญโญยิ่ง 175.23 23 29 18 15 10 270.23 27
เด็กชายชยากร ศรีวิสุทธิ์ 95.14 18 19 11 11 10 164.14 16
เด็กชายชานนท์ สินสมบูรณ์ชัย 120.86 25 30 11 16 10 212.86 21
เด็กชายซัมโบดิ เปรม เบอร์ตัน 87.76 24 33 15 10 10 179.76 17
เด็กชายณัฎฐ์ทร รังษีสาคร 55.79 24 31 9 10 10 139.79 13
เด็กชายณัฐพล ศรีกฤษดารมณ์ 55.96 14 21 12 10 10 122.96 12
เด็กชายณัฐภัทร แสงสำราญ 72.91 15.5 32 10 16 10 156.41 15
เด็กชายธีรกิตติ์ เจริญชัยพงศ์ 169.48 23 28 17 15 10 262.48 26
เด็กชายปวีร์ หลายเจริญโชคชัย 126.4 30.5 31 16 13 10 226.9 22
เด็กชายปิ่นมุข พงษ์พจน์พิพัฒน์ 120.68 23 32 13 13 10 211.68 21
เด็กชายภวัต ตันวงศ์วาล 178.51 23 35 17 17 10 280.51 28
เด็กชายรัญชน์ รัตนอัมพรโสภณ 194.63 23 29 19 10 10 285.63 28
เด็กชายสาริษฐ์ บำเพ็ญแพทย์ 80.19 17 16 13 11 10 147.19 14
เด็กชายโสภณ โพธิรัชต์ 201.13 27 33 20 15 10 306.13 30
เด็กหญิงกานต์ธิดา คงนิวัฒน์ศิริ 147.52 17 30 16 16 10 236.52 23
เด็กหญิงกิตติมา ทวีมั่นพุทธกาล 143.17 24 26 15 14 10 232.17 23
เด็กหญิงจิดาภา สุพลขันธ์ 204.89 22 35 19 13.5 10 304.39 30
เด็กหญิงจิราภา ศักดิ์สุนทรศิริ 192.67 21 37 18 10 10 288.67 28
เด็กหญิงชญานิน ชุณหวรากรณ์ 198.37 25 34 20 17 10 304.37 30
เด็กหญิงชนกนันท์ แจงบำรุง 161.78 22 30 19 14 10 256.78 25
เด็กหญิงชนิษฐา ไกรขจรกิตติ 184.16 23 34 19 18 10 288.16 28
เด็กหญิงญาดา บ้งพิมพ์ 204.29 19 37 19 20 10 309.29 30
เด็กหญิงนทีกานต์ ปัญญาดี 184.29 21 35 17.5 15 10 282.79 28
เด็กหญิงนภัสสรา ทองกรณ์ 201.17 25 35 19 13 10 303.17 30
เด็กหญิงปรินทร วัลลานนท์ 168.75 27 36 18.5 14 10 274.25 27
เด็กหญิงพรธีรา สุเมธาธิกุล 177.59 22 33 17 13 10 272.59 27
เด็กหญิงพุทธิตา นุพาสันต์ 188.58 24 32 19 20 10 293.58 29
เด็กหญิงลลิตา ทองเอี่ยม 174.85 27.5 36 17 10 10 275.35 27
เด็กหญิงวริษา จรูญโรจน์ 191.52 30 36 17.5 15 10 300.02 30
เด็กหญิงหทัยชนก 150.83 21 34 18 13 10 246.83 24
เด็กหญิงสายอากาศ ไตรยปักษ์ 172.81 28 36 17 10 10 273.81 27
ห้อง 6/5
ชื่อ ใบงาน ครั้งที่1 ครั้งที่2 แฟ้ม สมุด ดาว รวม เต็ม
220 40 40 20 20 10 350 35
เด็กชายกฤตภาส กาญจนอุทัยศิริ 150.12 22 34 10 10 10 236.12 23
เด็กชายกิตติพศ วิชาชาญ 159.82 24 35 10 10 10 248.82 24
เด็กชายเจษฎา จันทร์แดง 191.27 27 33 18 15 10 294.27 29
เด็กชายเตชิต ซื่อตรงประเสริฐ 142.26 23 32 10 13.5 10 230.76 23
เด็กชายนนทกร สุขพร้อม 176.24 23 27 9 10 10 255.24 25
เด็กชายนนทพัทธ์ ไชนวรัตน์ 162.48 24 35 13 15 10 259.48 25
เด็กชายนพนนท์ เจริญศรี 162.33 23 33 13 10 10 251.33 25
เด็กชายนพรุจ ใจขาน 184.49 29 36 16.5 10 10 285.99 28
เด็กชายนราธิป อรุณเวสสะศรษฐ 101.61 9 28 6 10 10 164.61 16
เด็กชายพีรดนย์ สิงห์ลพ 165.5 25 33 13 13.5 10 260 26
เด็กชายรัชชานนท์ สุนทโรทก 117.82 22 35 10 10 10 204.82 20
เด็กชายศุภชัย มะกรูดอินทร์ 133.38 13 31 12 12.5 10 211.88 21
เด็กชายสรสิช พิมพ์สกุล 120.73 25 33 17 10 10 215.73 21
เด็กชายสิรดนัย ศิริตันหนึง 186.45 27 33 20 15 10 291.45 29
เด็กหญิงกมลชนก บุณยทรัพยากร 192.54 32 34 14 15 10 297.54 29
เด็กหญิงกมลชนก ประมวลรัตน์ 159.12 28 31 10 12 10 250.12 24
เด็กหญิงชญานิศ รักษาเวศ 165.76 27 35 18 10 10 265.76 26
เด็กหญิงชนัดดา โลหิตชาติ 175.28 22 30 18 15 10 270.28 27
เด็กหญิงชนิสรา ประเทืองโภคเจริญ 178.7 23.5 34 17 16 10 279.2 27
เด็กหญิงณัฐธิดา จรูญเจริญโชค 181.13 25 35 17 13 10 281.13 28
เด็กหญิงณัฐพร สายสมร 198.33 23 37 19 19 10 306.33 30
เด็กหญิงณิชาลักษณ์ คำทรัพย์ 204.18 32 37 20 14.5 10 317.68 31
เด็กหญิงทศชภรณ์ สงวนรัตน์ 217.64 30 35 19 14.5 10 326.14 32
เด็กหญิงธมนวรรณ อยู่สุขี 22 35 10 10 10 ( งานยังส่งไม่ครบ)
เด็กหญิงธีรา ขนิษฐานันท์ 192.69 25 36 19 13 10 295.69 29
เด็กหญิงพงษ์สุภา สินค้างาม 152.03 23 35 10 10 10 240.03 24
เด็กหญิงพัชรภรณ์ โพธิ์สว่าง 189.43 23 35 17 13 10 287.43 28
เด็กหญิงวริษฐา เลิศฤทธิ์มหาชัย 196.15 25 31 20 15 10 297.15 29
เด็กหญิงวิสสุตา ล้อมวลีรักษ์ 189.83 30 31 20 20 10 300.83 30
เด็กหญิงศุภนิดา จินตรัตนวงศ์ 195.4 24 36 19 15 10 299.4 29
เด็กหญิงอาเทตยา มณีวงษ์ 194.51 26 35 17.5 14 10 297.01 29
เด็กหญิงนลิน จินตนาเลิศ 197.63 23 36 18 15 10 299.63 29
ครูได้นำคะแนนภาคปฎิบัติ 35 คะแนน ของเทอม 2 มาให้นักเรียนดู และถ้าใครคิดว่า
ตนเองหลงลืมงาน หรือการบ้านอะไร ที่ค้าง ก็ขอให้ติดต่อมา ภายในวันศุกร์ที่ 11 มีนาคม 2554
เพราะครูจะตัดเกรด ของนักเรียนในสัปดาห์นี้ หลังจากนี้จะไม่มีการแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
ชื่อ ใบงาน ครั้งที่1 ครั้งที่2 แฟ้ม สมุด ดาว รวม เต็ม
220 40 40 20 20 10 350 35
เด็กชายกร คุณาภิรักษ์สกุล 97.36 22.5 28 10 15 10 182.86 18
เด็กชายกองทัพ อรุณรักษ์วิลาส 139.45 24 34 10 15 10 232.45 23
เด็กชายเฉลิมพงศ์ ภิญโญยิ่ง 175.23 23 29 18 15 10 270.23 27
เด็กชายชยากร ศรีวิสุทธิ์ 95.14 18 19 11 11 10 164.14 16
เด็กชายชานนท์ สินสมบูรณ์ชัย 120.86 25 30 11 16 10 212.86 21
เด็กชายซัมโบดิ เปรม เบอร์ตัน 87.76 24 33 15 10 10 179.76 17
เด็กชายณัฎฐ์ทร รังษีสาคร 55.79 24 31 9 10 10 139.79 13
เด็กชายณัฐพล ศรีกฤษดารมณ์ 55.96 14 21 12 10 10 122.96 12
เด็กชายณัฐภัทร แสงสำราญ 72.91 15.5 32 10 16 10 156.41 15
เด็กชายธีรกิตติ์ เจริญชัยพงศ์ 169.48 23 28 17 15 10 262.48 26
เด็กชายปวีร์ หลายเจริญโชคชัย 126.4 30.5 31 16 13 10 226.9 22
เด็กชายปิ่นมุข พงษ์พจน์พิพัฒน์ 120.68 23 32 13 13 10 211.68 21
เด็กชายภวัต ตันวงศ์วาล 178.51 23 35 17 17 10 280.51 28
เด็กชายรัญชน์ รัตนอัมพรโสภณ 194.63 23 29 19 10 10 285.63 28
เด็กชายสาริษฐ์ บำเพ็ญแพทย์ 80.19 17 16 13 11 10 147.19 14
เด็กชายโสภณ โพธิรัชต์ 201.13 27 33 20 15 10 306.13 30
เด็กหญิงกานต์ธิดา คงนิวัฒน์ศิริ 147.52 17 30 16 16 10 236.52 23
เด็กหญิงกิตติมา ทวีมั่นพุทธกาล 143.17 24 26 15 14 10 232.17 23
เด็กหญิงจิดาภา สุพลขันธ์ 204.89 22 35 19 13.5 10 304.39 30
เด็กหญิงจิราภา ศักดิ์สุนทรศิริ 192.67 21 37 18 10 10 288.67 28
เด็กหญิงชญานิน ชุณหวรากรณ์ 198.37 25 34 20 17 10 304.37 30
เด็กหญิงชนกนันท์ แจงบำรุง 161.78 22 30 19 14 10 256.78 25
เด็กหญิงชนิษฐา ไกรขจรกิตติ 184.16 23 34 19 18 10 288.16 28
เด็กหญิงญาดา บ้งพิมพ์ 204.29 19 37 19 20 10 309.29 30
เด็กหญิงนทีกานต์ ปัญญาดี 184.29 21 35 17.5 15 10 282.79 28
เด็กหญิงนภัสสรา ทองกรณ์ 201.17 25 35 19 13 10 303.17 30
เด็กหญิงปรินทร วัลลานนท์ 168.75 27 36 18.5 14 10 274.25 27
เด็กหญิงพรธีรา สุเมธาธิกุล 177.59 22 33 17 13 10 272.59 27
เด็กหญิงพุทธิตา นุพาสันต์ 188.58 24 32 19 20 10 293.58 29
เด็กหญิงลลิตา ทองเอี่ยม 174.85 27.5 36 17 10 10 275.35 27
เด็กหญิงวริษา จรูญโรจน์ 191.52 30 36 17.5 15 10 300.02 30
เด็กหญิงหทัยชนก 150.83 21 34 18 13 10 246.83 24
เด็กหญิงสายอากาศ ไตรยปักษ์ 172.81 28 36 17 10 10 273.81 27
ห้อง 6/5
ชื่อ ใบงาน ครั้งที่1 ครั้งที่2 แฟ้ม สมุด ดาว รวม เต็ม
220 40 40 20 20 10 350 35
เด็กชายกฤตภาส กาญจนอุทัยศิริ 150.12 22 34 10 10 10 236.12 23
เด็กชายกิตติพศ วิชาชาญ 159.82 24 35 10 10 10 248.82 24
เด็กชายเจษฎา จันทร์แดง 191.27 27 33 18 15 10 294.27 29
เด็กชายเตชิต ซื่อตรงประเสริฐ 142.26 23 32 10 13.5 10 230.76 23
เด็กชายนนทกร สุขพร้อม 176.24 23 27 9 10 10 255.24 25
เด็กชายนนทพัทธ์ ไชนวรัตน์ 162.48 24 35 13 15 10 259.48 25
เด็กชายนพนนท์ เจริญศรี 162.33 23 33 13 10 10 251.33 25
เด็กชายนพรุจ ใจขาน 184.49 29 36 16.5 10 10 285.99 28
เด็กชายนราธิป อรุณเวสสะศรษฐ 101.61 9 28 6 10 10 164.61 16
เด็กชายพีรดนย์ สิงห์ลพ 165.5 25 33 13 13.5 10 260 26
เด็กชายรัชชานนท์ สุนทโรทก 117.82 22 35 10 10 10 204.82 20
เด็กชายศุภชัย มะกรูดอินทร์ 133.38 13 31 12 12.5 10 211.88 21
เด็กชายสรสิช พิมพ์สกุล 120.73 25 33 17 10 10 215.73 21
เด็กชายสิรดนัย ศิริตันหนึง 186.45 27 33 20 15 10 291.45 29
เด็กหญิงกมลชนก บุณยทรัพยากร 192.54 32 34 14 15 10 297.54 29
เด็กหญิงกมลชนก ประมวลรัตน์ 159.12 28 31 10 12 10 250.12 24
เด็กหญิงชญานิศ รักษาเวศ 165.76 27 35 18 10 10 265.76 26
เด็กหญิงชนัดดา โลหิตชาติ 175.28 22 30 18 15 10 270.28 27
เด็กหญิงชนิสรา ประเทืองโภคเจริญ 178.7 23.5 34 17 16 10 279.2 27
เด็กหญิงณัฐธิดา จรูญเจริญโชค 181.13 25 35 17 13 10 281.13 28
เด็กหญิงณัฐพร สายสมร 198.33 23 37 19 19 10 306.33 30
เด็กหญิงณิชาลักษณ์ คำทรัพย์ 204.18 32 37 20 14.5 10 317.68 31
เด็กหญิงทศชภรณ์ สงวนรัตน์ 217.64 30 35 19 14.5 10 326.14 32
เด็กหญิงธมนวรรณ อยู่สุขี 22 35 10 10 10 ( งานยังส่งไม่ครบ)
เด็กหญิงธีรา ขนิษฐานันท์ 192.69 25 36 19 13 10 295.69 29
เด็กหญิงพงษ์สุภา สินค้างาม 152.03 23 35 10 10 10 240.03 24
เด็กหญิงพัชรภรณ์ โพธิ์สว่าง 189.43 23 35 17 13 10 287.43 28
เด็กหญิงวริษฐา เลิศฤทธิ์มหาชัย 196.15 25 31 20 15 10 297.15 29
เด็กหญิงวิสสุตา ล้อมวลีรักษ์ 189.83 30 31 20 20 10 300.83 30
เด็กหญิงศุภนิดา จินตรัตนวงศ์ 195.4 24 36 19 15 10 299.4 29
เด็กหญิงอาเทตยา มณีวงษ์ 194.51 26 35 17.5 14 10 297.01 29
เด็กหญิงนลิน จินตนาเลิศ 197.63 23 36 18 15 10 299.63 29
Friday, February 25, 2011
เกณฑ์การเก็บคะแนน ภาษาไทย เทอม 2/2554
ตารางการเก็บคะแนน เทอม 2 ชั้นประถมศึกษาปีที่6/4-6/5
คะแนนครั้งที่ 1 คะแนนครั้งที่2 แฟ้ม สมุด ดาว รวม สุทธิ
(สอบเก็บก่อน (สอบหลัง) แบบฝึกหัด
แจ้งผู้ปกครอง)
40 40 20 20 10 350 35
นักเรียนจะต้องสอบปลายภาคอีก 15 คะแนน
คะแนนเก็บ + คะแนนสอบปลายภาค 50 คะแนน
(35 +15 )
คะแนนเทอม1 + คะแนนเทอม 2 100 คะแนน
(50+50 ) นำไปตัดเกรด
ขอให้โชคดี ทุกคน ทำข้อสอบได้คะแนนดีๆ
Monday, February 7, 2011
งานภาษาไทย เทอม 2/2554
ลำดับที่ ชื่อชิ้นงาน ลักษณะงาน วันที่ส่ง
1 บทความ ปิดเทอม บทความ
2 การละเล่นไทย ออกแบบ ใส่ A4 10/11/1953
3 อย่าชิงสุกก่อนห่ามไม่งามดี ใบกิจกรรม 12/11/1953
4 นิทานคติธรรม ใบกิจกรรม 15/11/1953
5 ศึกไมยราพ ใบกิจกรรม 26/11/1953
6 วิเคราะห์ ศึกไมยราพ (ครั้งที่๑) ใบกิจกรรม 30/11/1953
7 สำนวนไทย ออกแบบ ใส่ A4 19/12/1953
8 วิเคราะห์ ศึกไมยราพ (ครั้งที่๒) ใบกิจกรรม 21/12/1953
9 บทความสิ่งแวดล้อม บทความ
10 บันทึกเลือกหนังสือ ออกแบบ ใส่ A4
11 รายงานบันทึกการอ่าน รายงานบันทึกการอ่าน 19/12/1953
12 สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดลพบุรี แผ่นพับ 27/12/1953
13 บัตรอวยพร วันขึ้นปีใหม่ การ์ดอวยพร 29/12/1953
14 การพูดโน้มน้าวใจ ซีดีการพูด/สคริปต์ 7/1/1954
15 เขียนบรรยายความรู้สึกจากคำ ใบกิจกรรม 7/1/1954
16 แต่งคำประพันธ์วันปีใหม่ กระดาษเอ4 18/1/1954
17. เขียนบรรยายความรู้สึกจากภาพ ใบกิจกรรม 19/1/54
18. สมบัติผู้ดี Mind mapping 12/1/54
19. แต่งกลอนบรรยายสิ่งต่างๆ ใบกิจกรรม 12/1/54
20. เขียนแสดงความต้องการ ใบกิจกรรม 12/1/54
21. การเขียนจดหมาย จดหมาย 9/2/54
22. สมุดมิตรภาพ ½ กระดาษA4 14/2/54
1 บทความ ปิดเทอม บทความ
2 การละเล่นไทย ออกแบบ ใส่ A4 10/11/1953
3 อย่าชิงสุกก่อนห่ามไม่งามดี ใบกิจกรรม 12/11/1953
4 นิทานคติธรรม ใบกิจกรรม 15/11/1953
5 ศึกไมยราพ ใบกิจกรรม 26/11/1953
6 วิเคราะห์ ศึกไมยราพ (ครั้งที่๑) ใบกิจกรรม 30/11/1953
7 สำนวนไทย ออกแบบ ใส่ A4 19/12/1953
8 วิเคราะห์ ศึกไมยราพ (ครั้งที่๒) ใบกิจกรรม 21/12/1953
9 บทความสิ่งแวดล้อม บทความ
10 บันทึกเลือกหนังสือ ออกแบบ ใส่ A4
11 รายงานบันทึกการอ่าน รายงานบันทึกการอ่าน 19/12/1953
12 สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดลพบุรี แผ่นพับ 27/12/1953
13 บัตรอวยพร วันขึ้นปีใหม่ การ์ดอวยพร 29/12/1953
14 การพูดโน้มน้าวใจ ซีดีการพูด/สคริปต์ 7/1/1954
15 เขียนบรรยายความรู้สึกจากคำ ใบกิจกรรม 7/1/1954
16 แต่งคำประพันธ์วันปีใหม่ กระดาษเอ4 18/1/1954
17. เขียนบรรยายความรู้สึกจากภาพ ใบกิจกรรม 19/1/54
18. สมบัติผู้ดี Mind mapping 12/1/54
19. แต่งกลอนบรรยายสิ่งต่างๆ ใบกิจกรรม 12/1/54
20. เขียนแสดงความต้องการ ใบกิจกรรม 12/1/54
21. การเขียนจดหมาย จดหมาย 9/2/54
22. สมุดมิตรภาพ ½ กระดาษA4 14/2/54
Tuesday, January 25, 2011
-ข้อมูลโครงงาน การฝึกพูดในโอกาสต่างๆ
เนื้อหาที่จะใช้ มีรายละเอียดดังนี้
พิจารณา จากการสนทนาเรื่องปัญหาการพูด ที่พวกเราพบ และวิธีการแก้ไข ที่เราใช้วิธีการทางการทำโครงงานมาช่วย รายละเอียด ดังนี้
ประโยชน์ของการพูด
บุคคลที่จะประสบความสำเร็จนอกจากจะเป็นผู้ที่มี
- ความเฉลียวฉลาดรอบรู้ (ปัญญาพละ)
- ความขยันขันแข็ง (วิริยะพละ)
- ความความซื่อสัตย์สุจริต (อนวัชระพละ) แล้วองค์ประกอบสำคัญที่สุดคือ สังคพละ หรือ
สังคหวัตถุ ๔ ได้แก่ โอบอ้อมอารี วจีไพเราะ สังเคราะห์คน วางตนเหมาะสม
ปิยะวาจา แปลว่า "วาจาอันเป็นที่รัก" คือคำพูดที่มีแต่ประโยชน์ แก่คนพูดและคนฟัง ครองใจ
ผู้อื่นได้เพราะ
1. สร้างเสน่ห์ให้ตัวผู้พูด
2. สร้างพลังอำนาจให้ตัวผู้พูด
3. สร้างความเชื่อถือให้ตัวผู้พูด พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า "ชื่อว่าวาจาหยาบ ย่อมทำความพินาศไม่เพียงเป็นที่ไม่น่าพอใจของคน เท่านั้น แม้แต่สัตว์เดียรัจฉาน ก็ไม่พอใจด้วย" พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 6 ทรงให้ความสำคัญแก่ "ปาก" ไว้ในพระราชนิพนธ์ วิวาหพระสมุทร ไว้ดังนี้ ปากเป็นเอก เลขเป็นโท โบราณว่า หนังสือเป็นตรี มีปัญญา ไม่เสียหลาย ถึงรู้มาก ไม่มีปาก ลำบากกาย มีอุบาย พูดไม่เป็น เห็นป่วยการ สุนทรภู่ กวีเอกได้สาธกให้เห็นความสำคัญของการพูดไว้ในบทประพันธ์ของท่านว่า "คนเราเป็น ที่รักที่นิยมก็อยู่ที่คำพูด หรืออาจจะเดือดร้อนก็เพราะคำพูด" เป็นมนุษย์ สุดนิยม ที่ลมปาก จะได้ยาก โหยหิว เพราะชิวหา แม้พูดดี มีคน เขาเมตตา จะพูดจา จงพิเคราะห์ ให้เหมาะความ นักพูดหน้าใหม่ ควรจะปรับเปลี่ยนความเข้าใจผิด ๆ ให้เป็นความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องต่อไปนี้
1. ความสามารถในการพูด ไม่ใช่เป็นพรสวรรค์เฉพาะบางคน แต่ความสามารถในการพูด
เป็นพลังหรือ ทรัพยากรที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวของแต่ละคนอยู่แล้ว
คนพูดเก่งอาจมีอยู่ 2 ประเภท คือ พวกหนึ่งเป็นพวกพูดเก่ง พูดแบบสร้างสรรค์ให้กำลังใจ ให้ข้อคิดได้
เรื่องได้ราว ในขณะที่อีกพวกหนึ่ง พูดแบบทำลายมิตร พูดเก่งในการนินทาว่าร้าย หรือพูดส่อเสียดยุยงผู้อื่น พวก หลังนี่เขาเรียกว่าพวก "ปั้นน้ำเป็นตัว" สอดแทรกอยู่ในหลายวงการ ทั้งในสภากาแฟและสภาผู้ดี ถ้าได้ฟังคน ประเภทนี้พูดก็ขอให้ฟังหูไว้หู เพราะพวกนี้ดีแต่พูด แต่ทำไม่เป็น
2. การประหม่าหรือตื่นเวทีเป็นเรื่องธรรมดา โดยเฉพาะนักพูดหน้าใหม่ นักพูดระดับแนว
หน้า ไม่ว่าในเมืองไทยหรือว่าที่ไหน ในโลกที่ได้ชื่อว่า "เซียน" ย่อมมีความประหม่า และเกิด
อาการสั่นเวลาหัดพูดใหม่ ๆ ด้วยกันทุกคน
ฉะนั้น อย่าไปเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเรื่องประหลาด เป็นเรื่องที่เกิดเฉพาะตัวเรา จงอย่าเกิดความท้อแท้สิ้น
หวังเป็นอันขาด จะแก้ความประหม่าหรืออาการสั่นได้อย่างไร ?
จงเตรียมการพูดทุกครั้ง ไม่ว่าจะขึ้นไปเป็นพิธีกร ไปร่วมสัมมนา เป็นประธานเปิดการประชุม ไปกล่าว
อวยพร เป็นวิทยากรผู้บรรยาย การให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน แม้กระทั่ง จะพูดแนะนำตักเตือนลูกหลานหรือลูกน้อง การเตรียมตัวดี จะทำให้เกิดความมั่นใจ เกิดพลังที่จะระงับหรือบรรเทาการประหม่าได้อย่างวิเศษสุด ว่ากันว่าความสำเร็จของการพูดอยู่ที่การเตรียม 70% อีก 30% อยู่ที่การพูด "การไม่เตรียมตัวในการขึ้นเวทีปราศรัย ก็ไม่ผิดอะไรกับนักมวยที่ขึ้นเวทีโดยไม่ได้ฝึกซ้อม เท่ากับขึ้นไปรับความพ่ายแพ้" นอกจากจะเตรียมตัวดีแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ การวิเคราะห์คนฟังและโอกาสที่จะพูด การขึ้นเวที เปรียบเสมือนกับการก้าวสู่สังเวียนการต่อสู้ ถ้าไม่รู้ว่าจะสู้กับใคร รังแต่จะเสียเปรียบ ฉะนั้นต้องรู้ว่า พูดให้ใครฟัง มีระดับการศึกษาอย่างไร มีอาชีพอะไร อายุอานามเท่าไร แก่หรือหนุ่มสาว เป็นชายหรือหญิง
หลักย่อ ๆ สำหรับการเตรียมการพูด
1. จงคิดก่อนว่า จะพูดเรื่องอะไร กรณีที่ผู้เชิญไม่ได้เจาะจงหัวข้อให้จงพูดเรื่องที่เราถนัด เรื่องที่เราสนใจ
ที่สุด หรือเรื่องที่เรารู้ดีที่สุด แต่ก็ต้องมีการเตรียมการพูดอยู่ดี เพื่อเรียงลำดับขั้นตอนการพูด
2. ถ้าผู้เชิญกำหนดหัวข้อมาให้แน่นอน คราวนี้แหละที่จะต้องเตรียมด้วยการเริ่มเขียนหัวข้อไว้ก่อน แล้ว
เรียบเรียงแนวคิดประเด็นเสนอ ขยายความจากหัวข้อนั้น ๆ เป็นลำดับขั้นตอนให้ดี อย่าประมาทว่ารู้ดีแล้ว
3. หลังจากเตรียมหัวข้อ และเรียบเรียงดีแล้ว ขั้นต่อไปก็คือ ค้นคว้าเพิ่มเติมจากตำรับตำราหรือสิ่งพิมพ์
ต่าง ๆ โดยเฉพาะตัวเลข วันเดือนปี ชื่อคน หรือชื่อสถานที่ต้องถูกต้องแม่นยำ
4. เมื่อเขียนและเรียบเรียงคำบรรยาย หรือคำปราศรัยเสร็จสิ้นแล้ว ก็ต้องนำมาขัดเกลา หรือตัดทอน ให้
เนื้อความสละสลวย ไม่เยิ่นเย้อ หรือห้วนเกินไป เตรียมเหตุผล ข้ออ้างอิง ตัวอย่าง คำคมต่าง ๆ ให้พร้อม เพื่อเพิ่ม สีสันการบรรยายให้น่าฟัง
5. เสร็จแล้วก็ลองนำมาอ่านดู ออกเสียงดัง ๆ หลาย ๆ เที่ยว จนจำขึ้นใจ ดูว่ามีคำนำ เนื้อเรื่อง และบท
สรุปครบถ้วนไหม
6. การเตรียมการพูด ไม่ใช่การท่องจำ แต่ต้องแม่นในแนวคิด และประเด็นเสนอ อย่าไปจำคำพูดของใคร
มาทั้งดุ้น นอกจากจะหยิบยกคำคม หรือวาทะของบุคคลสำคัญมาประกอบการพูด และควรให้เกียรติท่านเหล่านั้น ด้วยการเอ่ยชื่อท่านหรือชื่อหนังสือด้วย นักพูดที่ดี ต้องมีอะไรเป็นของตนเองบ้างในการพูด หากจำเป็นต้องจำคำเขามาพูด ก็ให้คิดดัดแปลงบ้าง อย่าให้เหมือนกันแบบลอกเอามาทั้งดุ้น นักพูดต้องอ่านมากและฟังมาก
7. จะต้องฝึกหัดพูดคนเดียวหน้ากระจกหลาย ๆ ครั้ง จะวางท่าทางอย่างไร จะใช้ภาษามือให้เหมาะสม
กลมกลืนอย่างไร จะวางสีหน้าอย่างไรถึงจะดูเป็นธรรมชาติ อย่าพยายามใช้มือประกอบ จนขวักไขว่น่าเวียนหัว จงฝึกซ้อมให้เหมือนกับการขึ้นพูดจริง จับเวลาด้วย เพื่อตัดทอนเพิ่มเติมตามเวลาที่กำหนด ฝึกมากครั้ง ได้ก็ยิ่งดี จะได้มีความคล่องตัว และมั่นใจมากขึ้น พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ กล่าวไว้ในหนังสือ "จิตตานุภาพ" ว่า คนที่มีพลังดึงดูดหัวใจคนให้เข้ามา เชื่อฟัง จะต้องมี
1. สายตาแข็ง มีอำนาจในตัว เวลาพูดกะพริบตาให้น้อยที่สุด หรือไม่กะพริบเลย
2. เสียงชัดเจนแจ่มใส หัดอ่านหนังสืออย่างช้า ๆ ให้ชัดถ้อยชัดคำ ให้ได้ระยะเสมอกัน อักษรกล้ำหรือ ควบ และที่สำคัญ "ร" หรือ "ล" เวลาพูดพยายามพูดให้เป็นจังหวะจะโคน อย่าพูดเร็วจนรัว เมื่อใดควรหยุดต้อง หยุดบ้าง
3. ท่าทางสงบเสงี่ยมและเป็นสง่า ไม่แสดงความโกรธหรือความกลัวให้ใครเห็น "บุคคลที่มีสง่า"
คือคนที่บังคับร่างกายให้อยู่ในอำนาจหัวใจได้ การเคลื่อนไหวทุกอย่าง ต้องทำด้วยความหนักแน่นมั่นคง ไม่รวด เร็วจนดูหลุกหลิก ไม่ผึ่งผายเกินไปจนดูเย่อหยิ่ง หรืออ่อนปวกเปียปจนดูเกียจคร้าน ควรยืนให้น้ำหนักตัว ได้ดุลไม่ ให้ถ่วงหรือเอนเอียงไปทางส่วนใดส่วนหนึ่ง
4. รู้จักวิธีจูงหัวใจคน ให้หันเหเข้ามาในคลองความคิดของเรา หลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดสิ่งที่ชักจูง
ให้เขาละทิ้งข้อเสนอแนะนำของเรา การเตรียมตัวพูด
1. เมื่อเป็นพิธีกร (MC. = MASTER OF CEREMONY) ต้องรู้หน้าที่ให้แน่ชัดว่า เราเป็นผู้ "ดำเนินรายการ" ให้เกิดความราบรื่น และมีบรรยากาศ ไม่ใช่ตัวตลก และไม่ใช่วิทยากร อย่าพูดมาก หรือไปพูด วิพากษ์วิจารณ์ใครในงาน พิธีกรควรจะชำเลืองดูประวัติวิทยากรสักหน่อย ไม่ใช่ปุบปับอ่านคำแนะนำเลย และควรไปเริ่มงานก่อน เริ่มงานประมาณครึ่งชั่วโมง
2. เมื่อต้องเป็นผู้ดำ้เนินรายการ (MODERATOR) ในการอภิปรายหมู่ (PANEL DISCUSSION)
จะต้องเข้าใจว่า เราไม่ใช่ผู้อภิปรายที่จะต้องพูดนาน เราเป็นเพียงผู้ดำเนินรายการ ด้วยการแนะนำผู้ร่วมอภิปราย และสร้างบรรยากาศให้ผู้ฟังสนใจฟัง ดึงดูดใจให้ผู้ฟังติดตาม การรู้จักเกร็ดชีวิตหรือผลงานเด่น ๆ ของผู้อภิปราย ก็จะยิ่งดี หน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ จะต้องกำหนดเวลาให้แต่ละคนผลัดกันพูด คนละกี่นาทีต้องประกาศให้ชัด เพื่อผู้อภิปรายจะได้กะเวลาได้ถูกต้อง คอยช่วยเสรอมหรือประคับประคอง ให้ผู้อภิปรายที่ไม่ค่อยสันทัดเวที ด้วย
การให้กำลังใจในการอภิปราย พูดง่าย ๆ ว่าการอภิปรายจะมีรสชาติหรือไม่ ผู้ดำเนินรายการมีส่วนเป็นอย่างมาก เปิดฉากการพูดอย่างไรจึงจะไปได้สวย หลังจากที่แสดงความกระตือรือร้น และความเต็มใจในการมาพูด ด้วยอากัปกิริยายิ้มแย้มแจ่มใส มี สัมมาคารวะแล้ว ก็มาถึงสาระสำคัญที่สุดคือ
การเปิดฉากการพูด ซึ่งมีหลักการดังนี้
1. อย่าเปิดฉากการพูด ด้วยสีหน้าท่าทางที่จริงจังเกินไป จงพูดอย่างธรรมดา ๆ และเป็นกันเองที่สุดด้วย เสียงที่ไม่ดังจนเหมือนการตะโกน หรือไม่เบาจนเหมือนเสียงกระซิบ กะระยะห่างระหว่างปากกับไมโครโฟนให้ พอดี ที่สำคัญ อย่าเอามือเคาะไมโครโฟนว่าดังหรือไม่ดังเป็นอันขาด ให้สังเกตเครื่องหมาย "ON" หรือ "OFF"
2. การทักทายที่ประชุม วิทยากรหรือผู้พูด จะต้องรู้ว่าใครเป็นประธานหรือเป็นใหญ่ในที่ประชุม ถ้าไม่รู้
ต้องรีบถามก่อนขึ้นพูด ก่อนอื่นต้องทักทายประธานในที่ประชุม ถ้ามีพระสงฆ์ หรือผู้นำทางศาสนาอยู่ด้วย ต้องทัก ทายพระสงฆ์ก่อน เช่น "นมัสการพระคุณเจ้าที่เคารพ" แล้วจึงกล่าวทักทายประธาน โดยการเอ่ยชื่อและตำแหน่ง สุดท้าย หรือตำแหน่งสูงสุดเท่าที่ผ่านมาในอดีตเพียงตำแหน่งเดียว เช่น อาจเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมาก่อน แต่ตอนนี้อาจจะไม่ได้เป็นอะไรแล้ว ก็ต้องแนะนำตำแหน่งรัฐมนตรี ควรทักทายคนสำคัญ ๆ เพียง 2-3 คนเท่านั้น เขาไม่นิยมเรียกคำว่า "แขกผู้มีเกียรติ" แต่นิยมใช้คำว่า "ท่านผู้มีเกียรติ"
3. อย่าเปิดฉากด้วยการถ่อมตัวจนเกินไป แน่ละ คนไทยไม่ชอบท่าทางของผู้พูดที่อวดรู้ อวดเก่ง ยกตนข่ม ท่านจงออกตัวพอเป็นพิธีแต่เต็มไปด้วยความมั่นใจ มีนักพูดจำนวนไม่น้อย ที่ติดว่าการออกตัวแล้วจะทำให้ผู้ฟังเห็น ใจ และให้อภัยถ้าพูดพลาด นับว่าเป็นการเข้าใจผิด การถ่อมตัวเสียยกใหญ่กลับเป็นการทำลายความศรัทธา และความสนใจของผู้ฟัง เข้าทำนองไม่พร้อมแล้วมาพูดทำไม
4. ถ้าไม่แน่ใจว่ามือถึง อย่าเปิดฉากการพูดด้วยเรื่องตลก มีนักพูดหน้าใหม่บางคน อยากสร้างบรรยากาศ
การพูด ด้วยการเล่าเรื่องตลก การพูดเรื่องตลก หรือการสร้างอารมณ์ขัน (SENSE OF HUMOUR) เป็น
"ดาบสองคม" ดีไม่ดีจะเสียบรรยากาศ มากกว่าสร้างบรรยากาศ ในการสร้างอารมณ์ขันเรื่องเดียวกันแท้ ๆ บางคน สามารถพูดให้คนหัวเราะ ในขณะที่บางคนเล่าแล้วผู้ฟังนั่งเฉย ๆ ก็มี การเล่าเรื่องตลก ต้องอาศัยกลวิธีหลายอย่าง ประกอบกัน ทั้งท่าทางการเล่า น้ำเสียง ภาษามือ หรือจังหวะในการเล่า และเวลาเล่า ต้องทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ตีหน้าตาย ฉะนั้นต้องให้แน่ใจว่าเรามือถึงจริง ๆ
5. หลังจากการทักทายผู้ฟัง ด้วยท่าทีที่เป็นมิตรและมีสัมมาคารวะแล้ว คำนำในการเปิดฉากพูด จะต้องมี
พลังเรียกร้องความสนใจจากผู้ฟังได้ทันทีด้วยการ
- นำคำกลอน หรือคำประพันธ์ของกวี ที่ผู้ฟังรู้จักทั่วไปมาเบิกโรง
- นำเอาพระพุทธวจนะ หรือคำสอนของศาสนาอื่น ๆ มากล่าวนำ
- นำความจริงที่ผู้ฟังไม่ค่อยอยากเชื่อมาเล่า
- นำเหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้นระหว่างเดินทางมาบรรยาย
- นำความเปิ่น ความเชยของผู้พูดมาเล่าก็ได้ แต่ต้องไม่เฉิ่มเบ๊อะจนทำให้เสียภาพลักษณ์ของผู้เล่า อาจจะ เป็นความเปิ่นเล็ก ๆ
6. นักพูดและวิทยากรผู้บรรยาย ควรจะมองหน้าผู้ฟังที่เรากำลังพูดด้วย หรือเวลาบรรยาย จะต้องมองผู้ฟัง ให้ทั่วห้อง ไม่ใช่มองผู้ฟังคนใดคนหนึ่ง หรือด้านใดด้านหนึ่ง การที่ผู้พูดมองหน้าหรือประสานตากับผู้ฟัง ที่เรียก ว่ามี EYE CONTACT นั้น ผู้ฟังจะมีความรู้สึกว่า ผู้พูด ผู้บรรยายกำลังพูดกับเขาด้วย
7. ไม่ควรพูดเล่นหัวกับผู้ฟังมากเกินไป บางทีวิทยากรอาจจะรู้จักผู้ฟังบางคนเป็นอย่างดี อาจเป็นเพื่อนเก่า แต่ก็ไม่ควรพูดถึงเขาเลย เพราะเรากำลังพูดคุยกับทุกคน ไม่ควรแสดงความสนิทสนมกับผู้ฟังคนไหนเป็นพิเศษ
เค้าโครง โครงงานที่ควรจะรู้
1. ชื่อโครงงาน
2. ชื่อผู้ทำโครงงาน
3. ชื่อที่ปรึกษาโครงงาน
4. ที่มาและความสำคัญของโครงงาน
5. วัตถุประสงค์ของการศึกษาค้นคว้า
6. สมมติฐานของการศึกษาค้นคว้า (ถ้ามี)
7. วิธีดำเนินงาน
8. แผนปฏิบัติงาน
9. ผลที่คาดว่าจะได้รับ
10. เอกสารอ้างอิง
พิจารณา จากการสนทนาเรื่องปัญหาการพูด ที่พวกเราพบ และวิธีการแก้ไข ที่เราใช้วิธีการทางการทำโครงงานมาช่วย รายละเอียด ดังนี้
ประโยชน์ของการพูด
บุคคลที่จะประสบความสำเร็จนอกจากจะเป็นผู้ที่มี
- ความเฉลียวฉลาดรอบรู้ (ปัญญาพละ)
- ความขยันขันแข็ง (วิริยะพละ)
- ความความซื่อสัตย์สุจริต (อนวัชระพละ) แล้วองค์ประกอบสำคัญที่สุดคือ สังคพละ หรือ
สังคหวัตถุ ๔ ได้แก่ โอบอ้อมอารี วจีไพเราะ สังเคราะห์คน วางตนเหมาะสม
ปิยะวาจา แปลว่า "วาจาอันเป็นที่รัก" คือคำพูดที่มีแต่ประโยชน์ แก่คนพูดและคนฟัง ครองใจ
ผู้อื่นได้เพราะ
1. สร้างเสน่ห์ให้ตัวผู้พูด
2. สร้างพลังอำนาจให้ตัวผู้พูด
3. สร้างความเชื่อถือให้ตัวผู้พูด พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า "ชื่อว่าวาจาหยาบ ย่อมทำความพินาศไม่เพียงเป็นที่ไม่น่าพอใจของคน เท่านั้น แม้แต่สัตว์เดียรัจฉาน ก็ไม่พอใจด้วย" พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 6 ทรงให้ความสำคัญแก่ "ปาก" ไว้ในพระราชนิพนธ์ วิวาหพระสมุทร ไว้ดังนี้ ปากเป็นเอก เลขเป็นโท โบราณว่า หนังสือเป็นตรี มีปัญญา ไม่เสียหลาย ถึงรู้มาก ไม่มีปาก ลำบากกาย มีอุบาย พูดไม่เป็น เห็นป่วยการ สุนทรภู่ กวีเอกได้สาธกให้เห็นความสำคัญของการพูดไว้ในบทประพันธ์ของท่านว่า "คนเราเป็น ที่รักที่นิยมก็อยู่ที่คำพูด หรืออาจจะเดือดร้อนก็เพราะคำพูด" เป็นมนุษย์ สุดนิยม ที่ลมปาก จะได้ยาก โหยหิว เพราะชิวหา แม้พูดดี มีคน เขาเมตตา จะพูดจา จงพิเคราะห์ ให้เหมาะความ นักพูดหน้าใหม่ ควรจะปรับเปลี่ยนความเข้าใจผิด ๆ ให้เป็นความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องต่อไปนี้
1. ความสามารถในการพูด ไม่ใช่เป็นพรสวรรค์เฉพาะบางคน แต่ความสามารถในการพูด
เป็นพลังหรือ ทรัพยากรที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวของแต่ละคนอยู่แล้ว
คนพูดเก่งอาจมีอยู่ 2 ประเภท คือ พวกหนึ่งเป็นพวกพูดเก่ง พูดแบบสร้างสรรค์ให้กำลังใจ ให้ข้อคิดได้
เรื่องได้ราว ในขณะที่อีกพวกหนึ่ง พูดแบบทำลายมิตร พูดเก่งในการนินทาว่าร้าย หรือพูดส่อเสียดยุยงผู้อื่น พวก หลังนี่เขาเรียกว่าพวก "ปั้นน้ำเป็นตัว" สอดแทรกอยู่ในหลายวงการ ทั้งในสภากาแฟและสภาผู้ดี ถ้าได้ฟังคน ประเภทนี้พูดก็ขอให้ฟังหูไว้หู เพราะพวกนี้ดีแต่พูด แต่ทำไม่เป็น
2. การประหม่าหรือตื่นเวทีเป็นเรื่องธรรมดา โดยเฉพาะนักพูดหน้าใหม่ นักพูดระดับแนว
หน้า ไม่ว่าในเมืองไทยหรือว่าที่ไหน ในโลกที่ได้ชื่อว่า "เซียน" ย่อมมีความประหม่า และเกิด
อาการสั่นเวลาหัดพูดใหม่ ๆ ด้วยกันทุกคน
ฉะนั้น อย่าไปเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเรื่องประหลาด เป็นเรื่องที่เกิดเฉพาะตัวเรา จงอย่าเกิดความท้อแท้สิ้น
หวังเป็นอันขาด จะแก้ความประหม่าหรืออาการสั่นได้อย่างไร ?
จงเตรียมการพูดทุกครั้ง ไม่ว่าจะขึ้นไปเป็นพิธีกร ไปร่วมสัมมนา เป็นประธานเปิดการประชุม ไปกล่าว
อวยพร เป็นวิทยากรผู้บรรยาย การให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน แม้กระทั่ง จะพูดแนะนำตักเตือนลูกหลานหรือลูกน้อง การเตรียมตัวดี จะทำให้เกิดความมั่นใจ เกิดพลังที่จะระงับหรือบรรเทาการประหม่าได้อย่างวิเศษสุด ว่ากันว่าความสำเร็จของการพูดอยู่ที่การเตรียม 70% อีก 30% อยู่ที่การพูด "การไม่เตรียมตัวในการขึ้นเวทีปราศรัย ก็ไม่ผิดอะไรกับนักมวยที่ขึ้นเวทีโดยไม่ได้ฝึกซ้อม เท่ากับขึ้นไปรับความพ่ายแพ้" นอกจากจะเตรียมตัวดีแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ การวิเคราะห์คนฟังและโอกาสที่จะพูด การขึ้นเวที เปรียบเสมือนกับการก้าวสู่สังเวียนการต่อสู้ ถ้าไม่รู้ว่าจะสู้กับใคร รังแต่จะเสียเปรียบ ฉะนั้นต้องรู้ว่า พูดให้ใครฟัง มีระดับการศึกษาอย่างไร มีอาชีพอะไร อายุอานามเท่าไร แก่หรือหนุ่มสาว เป็นชายหรือหญิง
หลักย่อ ๆ สำหรับการเตรียมการพูด
1. จงคิดก่อนว่า จะพูดเรื่องอะไร กรณีที่ผู้เชิญไม่ได้เจาะจงหัวข้อให้จงพูดเรื่องที่เราถนัด เรื่องที่เราสนใจ
ที่สุด หรือเรื่องที่เรารู้ดีที่สุด แต่ก็ต้องมีการเตรียมการพูดอยู่ดี เพื่อเรียงลำดับขั้นตอนการพูด
2. ถ้าผู้เชิญกำหนดหัวข้อมาให้แน่นอน คราวนี้แหละที่จะต้องเตรียมด้วยการเริ่มเขียนหัวข้อไว้ก่อน แล้ว
เรียบเรียงแนวคิดประเด็นเสนอ ขยายความจากหัวข้อนั้น ๆ เป็นลำดับขั้นตอนให้ดี อย่าประมาทว่ารู้ดีแล้ว
3. หลังจากเตรียมหัวข้อ และเรียบเรียงดีแล้ว ขั้นต่อไปก็คือ ค้นคว้าเพิ่มเติมจากตำรับตำราหรือสิ่งพิมพ์
ต่าง ๆ โดยเฉพาะตัวเลข วันเดือนปี ชื่อคน หรือชื่อสถานที่ต้องถูกต้องแม่นยำ
4. เมื่อเขียนและเรียบเรียงคำบรรยาย หรือคำปราศรัยเสร็จสิ้นแล้ว ก็ต้องนำมาขัดเกลา หรือตัดทอน ให้
เนื้อความสละสลวย ไม่เยิ่นเย้อ หรือห้วนเกินไป เตรียมเหตุผล ข้ออ้างอิง ตัวอย่าง คำคมต่าง ๆ ให้พร้อม เพื่อเพิ่ม สีสันการบรรยายให้น่าฟัง
5. เสร็จแล้วก็ลองนำมาอ่านดู ออกเสียงดัง ๆ หลาย ๆ เที่ยว จนจำขึ้นใจ ดูว่ามีคำนำ เนื้อเรื่อง และบท
สรุปครบถ้วนไหม
6. การเตรียมการพูด ไม่ใช่การท่องจำ แต่ต้องแม่นในแนวคิด และประเด็นเสนอ อย่าไปจำคำพูดของใคร
มาทั้งดุ้น นอกจากจะหยิบยกคำคม หรือวาทะของบุคคลสำคัญมาประกอบการพูด และควรให้เกียรติท่านเหล่านั้น ด้วยการเอ่ยชื่อท่านหรือชื่อหนังสือด้วย นักพูดที่ดี ต้องมีอะไรเป็นของตนเองบ้างในการพูด หากจำเป็นต้องจำคำเขามาพูด ก็ให้คิดดัดแปลงบ้าง อย่าให้เหมือนกันแบบลอกเอามาทั้งดุ้น นักพูดต้องอ่านมากและฟังมาก
7. จะต้องฝึกหัดพูดคนเดียวหน้ากระจกหลาย ๆ ครั้ง จะวางท่าทางอย่างไร จะใช้ภาษามือให้เหมาะสม
กลมกลืนอย่างไร จะวางสีหน้าอย่างไรถึงจะดูเป็นธรรมชาติ อย่าพยายามใช้มือประกอบ จนขวักไขว่น่าเวียนหัว จงฝึกซ้อมให้เหมือนกับการขึ้นพูดจริง จับเวลาด้วย เพื่อตัดทอนเพิ่มเติมตามเวลาที่กำหนด ฝึกมากครั้ง ได้ก็ยิ่งดี จะได้มีความคล่องตัว และมั่นใจมากขึ้น พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ กล่าวไว้ในหนังสือ "จิตตานุภาพ" ว่า คนที่มีพลังดึงดูดหัวใจคนให้เข้ามา เชื่อฟัง จะต้องมี
1. สายตาแข็ง มีอำนาจในตัว เวลาพูดกะพริบตาให้น้อยที่สุด หรือไม่กะพริบเลย
2. เสียงชัดเจนแจ่มใส หัดอ่านหนังสืออย่างช้า ๆ ให้ชัดถ้อยชัดคำ ให้ได้ระยะเสมอกัน อักษรกล้ำหรือ ควบ และที่สำคัญ "ร" หรือ "ล" เวลาพูดพยายามพูดให้เป็นจังหวะจะโคน อย่าพูดเร็วจนรัว เมื่อใดควรหยุดต้อง หยุดบ้าง
3. ท่าทางสงบเสงี่ยมและเป็นสง่า ไม่แสดงความโกรธหรือความกลัวให้ใครเห็น "บุคคลที่มีสง่า"
คือคนที่บังคับร่างกายให้อยู่ในอำนาจหัวใจได้ การเคลื่อนไหวทุกอย่าง ต้องทำด้วยความหนักแน่นมั่นคง ไม่รวด เร็วจนดูหลุกหลิก ไม่ผึ่งผายเกินไปจนดูเย่อหยิ่ง หรืออ่อนปวกเปียปจนดูเกียจคร้าน ควรยืนให้น้ำหนักตัว ได้ดุลไม่ ให้ถ่วงหรือเอนเอียงไปทางส่วนใดส่วนหนึ่ง
4. รู้จักวิธีจูงหัวใจคน ให้หันเหเข้ามาในคลองความคิดของเรา หลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดสิ่งที่ชักจูง
ให้เขาละทิ้งข้อเสนอแนะนำของเรา การเตรียมตัวพูด
1. เมื่อเป็นพิธีกร (MC. = MASTER OF CEREMONY) ต้องรู้หน้าที่ให้แน่ชัดว่า เราเป็นผู้ "ดำเนินรายการ" ให้เกิดความราบรื่น และมีบรรยากาศ ไม่ใช่ตัวตลก และไม่ใช่วิทยากร อย่าพูดมาก หรือไปพูด วิพากษ์วิจารณ์ใครในงาน พิธีกรควรจะชำเลืองดูประวัติวิทยากรสักหน่อย ไม่ใช่ปุบปับอ่านคำแนะนำเลย และควรไปเริ่มงานก่อน เริ่มงานประมาณครึ่งชั่วโมง
2. เมื่อต้องเป็นผู้ดำ้เนินรายการ (MODERATOR) ในการอภิปรายหมู่ (PANEL DISCUSSION)
จะต้องเข้าใจว่า เราไม่ใช่ผู้อภิปรายที่จะต้องพูดนาน เราเป็นเพียงผู้ดำเนินรายการ ด้วยการแนะนำผู้ร่วมอภิปราย และสร้างบรรยากาศให้ผู้ฟังสนใจฟัง ดึงดูดใจให้ผู้ฟังติดตาม การรู้จักเกร็ดชีวิตหรือผลงานเด่น ๆ ของผู้อภิปราย ก็จะยิ่งดี หน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ จะต้องกำหนดเวลาให้แต่ละคนผลัดกันพูด คนละกี่นาทีต้องประกาศให้ชัด เพื่อผู้อภิปรายจะได้กะเวลาได้ถูกต้อง คอยช่วยเสรอมหรือประคับประคอง ให้ผู้อภิปรายที่ไม่ค่อยสันทัดเวที ด้วย
การให้กำลังใจในการอภิปราย พูดง่าย ๆ ว่าการอภิปรายจะมีรสชาติหรือไม่ ผู้ดำเนินรายการมีส่วนเป็นอย่างมาก เปิดฉากการพูดอย่างไรจึงจะไปได้สวย หลังจากที่แสดงความกระตือรือร้น และความเต็มใจในการมาพูด ด้วยอากัปกิริยายิ้มแย้มแจ่มใส มี สัมมาคารวะแล้ว ก็มาถึงสาระสำคัญที่สุดคือ
การเปิดฉากการพูด ซึ่งมีหลักการดังนี้
1. อย่าเปิดฉากการพูด ด้วยสีหน้าท่าทางที่จริงจังเกินไป จงพูดอย่างธรรมดา ๆ และเป็นกันเองที่สุดด้วย เสียงที่ไม่ดังจนเหมือนการตะโกน หรือไม่เบาจนเหมือนเสียงกระซิบ กะระยะห่างระหว่างปากกับไมโครโฟนให้ พอดี ที่สำคัญ อย่าเอามือเคาะไมโครโฟนว่าดังหรือไม่ดังเป็นอันขาด ให้สังเกตเครื่องหมาย "ON" หรือ "OFF"
2. การทักทายที่ประชุม วิทยากรหรือผู้พูด จะต้องรู้ว่าใครเป็นประธานหรือเป็นใหญ่ในที่ประชุม ถ้าไม่รู้
ต้องรีบถามก่อนขึ้นพูด ก่อนอื่นต้องทักทายประธานในที่ประชุม ถ้ามีพระสงฆ์ หรือผู้นำทางศาสนาอยู่ด้วย ต้องทัก ทายพระสงฆ์ก่อน เช่น "นมัสการพระคุณเจ้าที่เคารพ" แล้วจึงกล่าวทักทายประธาน โดยการเอ่ยชื่อและตำแหน่ง สุดท้าย หรือตำแหน่งสูงสุดเท่าที่ผ่านมาในอดีตเพียงตำแหน่งเดียว เช่น อาจเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมาก่อน แต่ตอนนี้อาจจะไม่ได้เป็นอะไรแล้ว ก็ต้องแนะนำตำแหน่งรัฐมนตรี ควรทักทายคนสำคัญ ๆ เพียง 2-3 คนเท่านั้น เขาไม่นิยมเรียกคำว่า "แขกผู้มีเกียรติ" แต่นิยมใช้คำว่า "ท่านผู้มีเกียรติ"
3. อย่าเปิดฉากด้วยการถ่อมตัวจนเกินไป แน่ละ คนไทยไม่ชอบท่าทางของผู้พูดที่อวดรู้ อวดเก่ง ยกตนข่ม ท่านจงออกตัวพอเป็นพิธีแต่เต็มไปด้วยความมั่นใจ มีนักพูดจำนวนไม่น้อย ที่ติดว่าการออกตัวแล้วจะทำให้ผู้ฟังเห็น ใจ และให้อภัยถ้าพูดพลาด นับว่าเป็นการเข้าใจผิด การถ่อมตัวเสียยกใหญ่กลับเป็นการทำลายความศรัทธา และความสนใจของผู้ฟัง เข้าทำนองไม่พร้อมแล้วมาพูดทำไม
4. ถ้าไม่แน่ใจว่ามือถึง อย่าเปิดฉากการพูดด้วยเรื่องตลก มีนักพูดหน้าใหม่บางคน อยากสร้างบรรยากาศ
การพูด ด้วยการเล่าเรื่องตลก การพูดเรื่องตลก หรือการสร้างอารมณ์ขัน (SENSE OF HUMOUR) เป็น
"ดาบสองคม" ดีไม่ดีจะเสียบรรยากาศ มากกว่าสร้างบรรยากาศ ในการสร้างอารมณ์ขันเรื่องเดียวกันแท้ ๆ บางคน สามารถพูดให้คนหัวเราะ ในขณะที่บางคนเล่าแล้วผู้ฟังนั่งเฉย ๆ ก็มี การเล่าเรื่องตลก ต้องอาศัยกลวิธีหลายอย่าง ประกอบกัน ทั้งท่าทางการเล่า น้ำเสียง ภาษามือ หรือจังหวะในการเล่า และเวลาเล่า ต้องทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ตีหน้าตาย ฉะนั้นต้องให้แน่ใจว่าเรามือถึงจริง ๆ
5. หลังจากการทักทายผู้ฟัง ด้วยท่าทีที่เป็นมิตรและมีสัมมาคารวะแล้ว คำนำในการเปิดฉากพูด จะต้องมี
พลังเรียกร้องความสนใจจากผู้ฟังได้ทันทีด้วยการ
- นำคำกลอน หรือคำประพันธ์ของกวี ที่ผู้ฟังรู้จักทั่วไปมาเบิกโรง
- นำเอาพระพุทธวจนะ หรือคำสอนของศาสนาอื่น ๆ มากล่าวนำ
- นำความจริงที่ผู้ฟังไม่ค่อยอยากเชื่อมาเล่า
- นำเหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้นระหว่างเดินทางมาบรรยาย
- นำความเปิ่น ความเชยของผู้พูดมาเล่าก็ได้ แต่ต้องไม่เฉิ่มเบ๊อะจนทำให้เสียภาพลักษณ์ของผู้เล่า อาจจะ เป็นความเปิ่นเล็ก ๆ
6. นักพูดและวิทยากรผู้บรรยาย ควรจะมองหน้าผู้ฟังที่เรากำลังพูดด้วย หรือเวลาบรรยาย จะต้องมองผู้ฟัง ให้ทั่วห้อง ไม่ใช่มองผู้ฟังคนใดคนหนึ่ง หรือด้านใดด้านหนึ่ง การที่ผู้พูดมองหน้าหรือประสานตากับผู้ฟัง ที่เรียก ว่ามี EYE CONTACT นั้น ผู้ฟังจะมีความรู้สึกว่า ผู้พูด ผู้บรรยายกำลังพูดกับเขาด้วย
7. ไม่ควรพูดเล่นหัวกับผู้ฟังมากเกินไป บางทีวิทยากรอาจจะรู้จักผู้ฟังบางคนเป็นอย่างดี อาจเป็นเพื่อนเก่า แต่ก็ไม่ควรพูดถึงเขาเลย เพราะเรากำลังพูดคุยกับทุกคน ไม่ควรแสดงความสนิทสนมกับผู้ฟังคนไหนเป็นพิเศษ
เค้าโครง โครงงานที่ควรจะรู้
1. ชื่อโครงงาน
2. ชื่อผู้ทำโครงงาน
3. ชื่อที่ปรึกษาโครงงาน
4. ที่มาและความสำคัญของโครงงาน
5. วัตถุประสงค์ของการศึกษาค้นคว้า
6. สมมติฐานของการศึกษาค้นคว้า (ถ้ามี)
7. วิธีดำเนินงาน
8. แผนปฏิบัติงาน
9. ผลที่คาดว่าจะได้รับ
10. เอกสารอ้างอิง
Tuesday, January 18, 2011
ใบงานไมยราพ เทอม 2/2554
ใบงานที่ ๕
ศึกสายเลือด (ศึกไมยราพ)
ชื่อ.......................................................................................................ชั้น...................เลขที่ ..............
คำชี้แจง ให้นักเรียนฝึกตั้งคำถามและตอบคำถามเกี่ยวกับลักษณะนิสัยของตัวละครที่ปรากฏในเรื่องรามเกียรติ์ ตอนศึกไมยราพ คนละ ๕ ข้อ
ฝึกตั้งคำถามและตอบคำถาม
....................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
คำชี้แจง ให้นักเรียนสรุปบุคลิกลักษณะนิสัย ลักษณะเด่น ลักษณะด้อยของตัวละครที่ปรากฏในเรื่อง ดังนี้
ไมยราพ
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
หนุมาน
...................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
พิรากวน
....................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
มัจฉานุ
...................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
ใบงานที่ ๖
ศึกสายเลือด (ศึกไมยราพ)
ชื่อ.......................................................................................................ชั้น...................เลขที่ ..............
คำชี้แจง ให้นักเรียนลองพิจารณาถึงการกระทำของมัจฉานุต่อไมยราพและต่อหนุมานว่าเหมาะสมหรือไม่ หากนักเรียนเป็นมัจฉานุนักเรียนจะหาทางออกที่ดีที่สุดในเรื่องนี้ได้อย่างไร
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
คำชี้แจง การต่อสู้ระหว่างหนุมานกับไมยราพที่จบลงด้วยการตายของไมยราพ ทั้งที่สามารถถิดหัวใจไปซ่อนไว้ สะท้อนให้เห็นความจริงเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์อย่างไรบ้าง
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ใบงานที่ ๘
ศึกสายเลือด (ศึกไมยราพ)
ชื่อ.......................................................................................................ชั้น...................เลขที่ ..............
คำชี้แจง จงตอบคำถามต่อไปนี้
๑.หนุมานรู้ที่ซ่อนของไมยราพจากใคร
............................................................................................................................................................
๒.พิรากวนเป็นใคร มีความสำคัญในเรื่องอย่างไร
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
๓.นักเรียนคิดว่ามัจฉานุเป็นตัวละครที่มีลักษณะอย่างไร หากนักเรียนเป็นมัจฉานุจะมีความรู้สึกอย่างไรและจะทำอย่างไรเมื่อรู้หนุมานเป็นพ่อของตน
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
๔. ไวยวิกคือใคร มีความสำคัญในเรื่องนี้อย่างไร
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
๕.หนุมานแปลงกายเป็นอะไรเพื่อเข้าไปถึงที่อยู่ของไมยราพ การกระทำประสบความสำเร็จหรือไม่ อย่างไร
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
๖.ยักษ์ใช้เครื่องอะไรเพื่อตรวจตราการเข้าออกของพิรากวน
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
๗.เมื่อตราชั่งหักลง พิรากวนใช้คำให้การว่าอย่างไร คำให้การนั้นมีผลอย่างไร
..........................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
๘. ไมยราพขังพระรามไว้ที่ใด ใครเป็นผู้บอกหนุมานว่าขังอยู่ที่นั่น
.............................................................................................................................................................
๙. คำว่า “พระนารายณ์” ในเรื่องนี้หมายถึงใคร
.............................................................................................................................................................
๑๐. คำว่า “ขุนกระบี่ผู้มีฤทธิรอน” หมายถึงอะไร
............................................................................................................................................................
ศึกสายเลือด (ศึกไมยราพ)
ชื่อ.......................................................................................................ชั้น...................เลขที่ ..............
คำชี้แจง ให้นักเรียนฝึกตั้งคำถามและตอบคำถามเกี่ยวกับลักษณะนิสัยของตัวละครที่ปรากฏในเรื่องรามเกียรติ์ ตอนศึกไมยราพ คนละ ๕ ข้อ
ฝึกตั้งคำถามและตอบคำถาม
....................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
คำชี้แจง ให้นักเรียนสรุปบุคลิกลักษณะนิสัย ลักษณะเด่น ลักษณะด้อยของตัวละครที่ปรากฏในเรื่อง ดังนี้
ไมยราพ
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
หนุมาน
...................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
พิรากวน
....................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
มัจฉานุ
...................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
ใบงานที่ ๖
ศึกสายเลือด (ศึกไมยราพ)
ชื่อ.......................................................................................................ชั้น...................เลขที่ ..............
คำชี้แจง ให้นักเรียนลองพิจารณาถึงการกระทำของมัจฉานุต่อไมยราพและต่อหนุมานว่าเหมาะสมหรือไม่ หากนักเรียนเป็นมัจฉานุนักเรียนจะหาทางออกที่ดีที่สุดในเรื่องนี้ได้อย่างไร
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
คำชี้แจง การต่อสู้ระหว่างหนุมานกับไมยราพที่จบลงด้วยการตายของไมยราพ ทั้งที่สามารถถิดหัวใจไปซ่อนไว้ สะท้อนให้เห็นความจริงเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์อย่างไรบ้าง
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ใบงานที่ ๘
ศึกสายเลือด (ศึกไมยราพ)
ชื่อ.......................................................................................................ชั้น...................เลขที่ ..............
คำชี้แจง จงตอบคำถามต่อไปนี้
๑.หนุมานรู้ที่ซ่อนของไมยราพจากใคร
............................................................................................................................................................
๒.พิรากวนเป็นใคร มีความสำคัญในเรื่องอย่างไร
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
๓.นักเรียนคิดว่ามัจฉานุเป็นตัวละครที่มีลักษณะอย่างไร หากนักเรียนเป็นมัจฉานุจะมีความรู้สึกอย่างไรและจะทำอย่างไรเมื่อรู้หนุมานเป็นพ่อของตน
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
๔. ไวยวิกคือใคร มีความสำคัญในเรื่องนี้อย่างไร
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
๕.หนุมานแปลงกายเป็นอะไรเพื่อเข้าไปถึงที่อยู่ของไมยราพ การกระทำประสบความสำเร็จหรือไม่ อย่างไร
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
๖.ยักษ์ใช้เครื่องอะไรเพื่อตรวจตราการเข้าออกของพิรากวน
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
๗.เมื่อตราชั่งหักลง พิรากวนใช้คำให้การว่าอย่างไร คำให้การนั้นมีผลอย่างไร
..........................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
๘. ไมยราพขังพระรามไว้ที่ใด ใครเป็นผู้บอกหนุมานว่าขังอยู่ที่นั่น
.............................................................................................................................................................
๙. คำว่า “พระนารายณ์” ในเรื่องนี้หมายถึงใคร
.............................................................................................................................................................
๑๐. คำว่า “ขุนกระบี่ผู้มีฤทธิรอน” หมายถึงอะไร
............................................................................................................................................................
Subscribe to:
Posts (Atom)
